
Roronoa zoro
01 September 2026
SPR สหรัฐฯ ลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 40 ปี อีกหนึ่งตัวแปรที่อาจทำให้ Oil Shock รอบนี้แตกต่างจากเดิม ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และสถานการณ์บริเวณ Strait of Hormuz ที่ยังไม่สามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เต็มที่ ตลาดกำลังจับตาความเสี่ยงด้าน Supply จากตะวันออกกลาง แต่มีอีกด้านหนึ่งของสมการที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือความสามารถของสหรัฐฯ ในการรับมือกับ Supply Shock หากสถานการณ์เลวร้ายลง Strategic Petroleum Reserve หรือ SPR ซึ่งเปรียบเสมือนคลังน้ำมันฉุกเฉินของสหรัฐฯ กำลังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับอดีต
Reuters รายงานเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2026 ว่า ปริมาณน้ำมันใน SPR เหลืออยู่ประมาณ 289.7 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1982 หลังสหรัฐฯ นำน้ำมันสำรองออกมาใช้อย่างต่อเนื่องทั้งในช่วงสงครามยูเครนและความขัดแย้งกับอิหร่าน และตัวเลข 289.7 ล้านบาร์เรลอาจยังไม่ใช่จุดต่ำสุด สหรัฐฯ ยังมีน้ำมันอีกราว 39 ล้านบาร์เรลที่อาจต้องปล่อยออกมาตามข้อตกลงกับ IEA หากมีการดำเนินการครบตามจำนวนดังกล่าว ปริมาณน้ำมันใน SPR อาจลดลงเข้าใกล้ระดับ 250 ล้านบาร์เรล ประเด็นสำคัญคือ เมื่อ SPR ลดลงมาถึงบริเวณนี้ ปัญหาจะไม่ได้มีเพียงคำถามว่าสหรัฐฯ เหลือน้ำมันสำรองอยู่กี่บาร์เรล แต่จะเริ่มเข้าใกล้ข้อจำกัดของระบบมากขึ้นทั้งในด้านกฎหมายและทางกายภาพ กฎหมายสหรัฐฯ จำกัดการปล่อยน้ำมันในลักษณะ Routine หรือ Small Drawdown เมื่อปริมาณ SPR ลดต่ำกว่า 252.4 ล้านบาร์เรล แม้รัฐบาลจะยังมีช่องทางดำเนินการได้ในกรณีฉุกเฉินขนาดใหญ่ก็ตาม ขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าบริเวณใกล้ 250 ล้านบาร์เรลเป็นระดับที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังในเชิงวิศวกรรม เหตุผลคือ SPR ไม่ได้เป็นเพียงถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ แต่ใช้อุโมงค์ Salt Cavern ใต้ดินในการจัดเก็บ การดึงน้ำมันออกจากระบบมากเกินไปจึงอาจส่งผลต่อสภาพของ Salt Cavern ระบบท่อ และที่สำคัญคือความสามารถในการปล่อยน้ำมันเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็วในเวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินจริง
ตรงนี้ทำให้ความเสี่ยงจาก Iran และ Strait of Hormuz รอบปัจจุบันมีมิติที่แตกต่างออกไป ในอดีต เมื่อราคาน้ำมันเกิด Shock รัฐบาลสหรัฐฯ ยังสามารถใช้ SPR เป็นหนึ่งในเครื่องมือเพิ่ม Supply เข้าสู่ตลาด เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่อราคาพลังงาน แต่ถ้า Supply Shock รอบใหม่เกิดขึ้นในช่วงที่ SPR ลดลงมาใกล้ข้อจำกัดมากขึ้น ความยืดหยุ่นของ Washington ในการใช้เครื่องมือนี้ก็อาจลดลงตามไปด้วย ผลที่ตามมาคือ Oil Shock อาจไม่ได้จบเพียงการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันระยะสั้น หาก Supply หายไปจากตลาดและไม่สามารถชดเชยด้วย Strategic Reserve ได้รวดเร็วเหมือนเดิม ราคาพลังงานมีโอกาสทรงตัวในระดับสูงนานขึ้น จากนั้นผลกระทบสามารถส่งต่อเป็น Chain Reaction เข้าสู่ตลาดการเงิน ราคาน้ำมันสูงขึ้นทำให้ Inflation Expectations มีโอกาสกลับมาเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อที่เหนียวขึ้นทำให้ Fed มีพื้นที่สำหรับการผ่อนคลาย Monetary Policy น้อยลง เมื่อ Fed จำเป็นต้องรักษานโยบายตึงตัว Treasury Yield และ Dollar ก็มีโอกาสอยู่ในระดับสูงตามไปด้วย Financial Conditions ที่ตึงขึ้นจะย้อนกลับมากดดันสินทรัพย์ที่ Sensitive ต่อ Liquidity และดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็น Growth Stocks หรือ Bitcoin
ส่วนทองคำจะอยู่ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนกว่า เพราะด้านหนึ่งต้องรับแรงกดดันจาก Yield และ Dollar แต่อีกด้านยังมี Safe Haven Demand จากความเสี่ยงสงครามเข้ามาช่วยพยุงราคา Donald Trump ระบุว่าสหรัฐฯ จะนำน้ำมันจากข้อตกลงกับ Venezuela กลับมาเติม SPR แต่การ Refill Strategic Reserve ไม่ใช่กระบวนการที่สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ และหากต้องการฟื้นระดับน้ำมันสำรองกลับขึ้นไปอย่างมีนัยสำคัญ กระบวนการดังกล่าวอาจกินเวลาหลายปี ดังนั้นความเสี่ยงสำคัญของ Strait of Hormuz รอบนี้อาจไม่ได้อยู่แค่คำถามว่า หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อิหร่านสามารถทำให้ Supply น้ำมันหายออกจากตลาดโลกได้กี่ล้านบาร์เรลต่อวัน อีกคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ หาก Oil Shock เกิดขึ้นจริง สหรัฐฯ ยังเหลือ Policy Buffer หรือกระสุนจาก SPR มากแค่ไหนในการเพิ่ม Supply กลับเข้าสู่ตลาดและควบคุมแรงกระแทกของราคาพลังงาน ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2026
แหล่งอ้างอิง Reuters, U.S. Department of Energy และ Government Accountability Office




