
Roronoa zoro
10 September 2026
Treasury เพิ่ม Buyback เป็น 3 เท่า แต่ Bond Yield ยังไม่หยุดขึ้น ตลาดกำลังส่งสัญญาณว่าแรงซื้อคืนอาจไม่พอจะต้านแรงขายพันธบัตร สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ เริ่มน่าสนใจมากขึ้น
เมื่อกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มวงเงิน Buyback พันธบัตรระยะยาวเป็น 6 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณสามเท่าจากระดับเดิม แต่แทนที่ Bond Yield จะปรับตัวลงตามแรงสนับสนุนจากมาตรการซื้อคืน ผลตอบแทนพันธบัตรกลับเดินหน้าสูงขึ้นต่อ ก่อนหน้านี้ Treasury เริ่มต้นจากการเพิ่มวงเงิน Buyback เป็นสองเท่า จากนั้นเปลี่ยนถ้อยคำเป็นอย่างน้อยสองเท่า และล่าสุดขยับขึ้นมาเป็นสามเท่า แต่ตลาดพันธบัตรยังไม่ตอบสนองในทิศทางที่ Treasury ต้องการ US 10-Year Treasury Yield ขึ้นเหนือ 4.85% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 และอยู่สูงกว่าระดับก่อนการประกาศมาตรการประมาณ 15 Basis Points นี่เป็นจุดที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะโดยกลไกแล้ว Buyback สามารถช่วยเพิ่ม Demand และ Liquidity ให้กับพันธบัตรบางส่วน รวมถึงลดแรงเสียดทานในตลาด Long-End ได้ แต่หาก Treasury เพิ่มขนาดการซื้อคืนอย่างต่อเนื่องแล้ว Yield ยังปรับขึ้น แสดงว่าแรงกดดันจากอีกด้านของตลาดกำลังมีขนาดใหญ่กว่าแรงสนับสนุนจาก Buyback ตัวแปรสำคัญในรอบนี้ยังคงเป็นสงครามอิหร่านที่ยืดเยื้อ นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น US 10-Year Treasury Yield กำลังเข้าใกล้การปรับตัวขึ้นสะสมประมาณ 100 Basis Points เพราะตลาดไม่ได้กำลัง Price-in เฉพาะความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่กำลังประเมินผลกระทบที่ส่งผ่านจากสงครามไปยังราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และทิศทางนโยบายการเงินด้วย กลไกสำคัญจึงเริ่มเห็นชัดขึ้น สงครามยืดเยื้อทำให้ความเสี่ยงด้าน Supply ของพลังงานเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันสูงขึ้นสร้างแรงกดดันต่อ Inflation Expectations และเมื่อเงินเฟ้อมีความเสี่ยงที่จะอยู่สูงนานขึ้น ตลาดก็ต้องการผลตอบแทนจากพันธบัตรมากขึ้น ผลที่เกิดขึ้นคือ Treasury สามารถเพิ่ม Buyback เพื่อช่วยด้าน Liquidity และ Market Functioning ได้ แต่ Buyback ไม่ได้แก้ต้นเหตุของ Inflation Risk, Fiscal Risk หรือ Term Premium ที่ตลาดกำลังเรียกร้อง นั่นทำให้สถานการณ์ปัจจุบันมีลักษณะคล้ายตลาดพันธบัตรกำลังทดสอบอำนาจของ Treasury โดยตรง ยิ่ง Treasury เพิ่มขนาดการแทรกแซง แต่ Yield ยังทำ Higher High ตลาดก็ยิ่งส่งสัญญาณว่าปัจจัยพื้นฐานกำลังมีน้ำหนักมากกว่ามาตรการซื้อคืน
หากสงครามอิหร่านยังไม่มีแนวทางยุติ และแรงกดดันจากราคาพลังงานยังดำเนินต่อ Scenario ที่ US 10-Year Treasury Yield ขึ้นเหนือ 5.00% ภายในสัปดาห์หน้าก็จะเริ่มถูกตลาดจับตามากขึ้น ระดับ 5.00% ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะกับ Bond Trader เพราะ Treasury Yield คือหนึ่งใน Benchmark สำคัญของ Cost of Capital ในระบบการเงินสหรัฐฯ เมื่อ Yield สูงขึ้น Mortgage Rate มีโอกาสถูกกดให้อยู่ในระดับสูง ต้นทุนสินเชื่อของครัวเรือนเพิ่มขึ้น บริษัทต้อง Refinancing ด้วยต้นทุนแพงขึ้น และผู้กู้รายใหม่ต้องเผชิญกับ Interest Expense ที่สูงกว่าเดิม ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงว่า Treasury จะเพิ่มวงเงิน Buyback ได้อีกมากแค่ไหน แต่ต้องดูว่าตลาดจะยอมรับมาตรการดังกล่าวหรือไม่ เพราะหาก Buyback เพิ่มจากสองเท่าไปเป็นสามเท่าแล้ว US 10-Year Yield ยังเดินหน้าจาก 4.85% ไปหา 5.00% สิ่งที่ตลาดกำลังบอกอาจไม่ใช่ว่า Treasury ทำไม่มากพอ แต่เป็นแรงกดดันจากสงคราม เงินเฟ้อ และตลาดพันธบัตรกำลังใหญ่กว่าที่ Buyback จะสามารถกดเอาไว้ได้ในระยะสั้น




