Bitcoin กลับมาชน 80,000 ดอลลาร์อีกครั้ง จุดตัดสำคัญระหว่างการเปิดทางสู่ 100,000 กับการพักฐานรอบใหม่
Roronoa zoro 04 September 2026

Bitcoin กลับมาชน 80,000 ดอลลาร์อีกครั้ง จุดตัดสำคัญระหว่างการเปิดทางสู่ 100,000 กับการพักฐานรอบใหม่ Exclusive for Member หลังจาก Bitcoin ฟื้นตัวจากบริเวณ 60,000 ดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม ก่อนเร่งขึ้นเหนือ 78,000 ดอลลาร์ช่วงกลางเดือนสิงหาคม ล่าสุด BTC กำลังกลับเข้าทดสอบพื้นที่ 80,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบประมาณหนึ่งเดือน ระดับนี้ไม่ได้สำคัญเพียงในเชิง Technical แต่ยังเป็น Psychological Level ที่ตลาดกำลังใช้วัดว่า Momentum ของ Bull Run ยังมีแรงพอเดินหน้าต่อหรือไม่ เพราะเบื้องหลังราคา Bitcoin ตอนนี้มีแรงสองฝั่งกำลังดึงตลาดสวนทางกันอย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือ ETF Flow, Institutional Adoption, Kimchi Premium และนโยบาย Pro-Crypto ของรัฐบาล Trump อีกฝั่งคือ Fed ที่ยังมีความเสี่ยง Hawkish, Bond Yield ระดับสูง, Geopolitical Risk และพฤติกรรมของเงินเก็งกำไรระยะสั้น จุดแรกที่ต้องจับตาคือ Institutional Money เริ่มกลับเข้ามา ตลอดเดือนกรกฎาคม Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ เผชิญแรง Outflow ต่อเนื่อง แต่ภาพในสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มกลับทิศ เมื่อ ETF มี Net Inflow รวมประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ กลายเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี BlackRock iShares Bitcoin Trust หรือ IBIT ยังเป็นหนึ่งในกองทุนหลักที่ดึงเงินเข้าตลาด ขณะที่ Fidelity FBTC และ ARK 21Shares ก็มี Inflow ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน Strategy Inc. ของ Michael Saylor ยังคงเดินหน้าสะสม Bitcoin เมื่อราคาเกิดการปรับฐานสำคัญ เรื่องนี้ทำให้บริเวณ 80,000 ดอลลาร์น่าสนใจมากขึ้น ช่วงที่ BTC อยู่ต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์ ตลาดมีลักษณะที่ Retail Flow มีบทบาทสูงและ Volatility ค่อนข้างมาก แต่ในช่วงที่ราคาสามารถขึ้นเหนือบริเวณดังกล่าวก่อนหน้านี้ Institutional Flow มีบทบาทชัดเจนขึ้น ดังนั้นการกลับมาของ ETF Inflow ก่อน BTC ทดสอบ 80,000 ดอลลาร์รอบนี้จึงเป็นตัวแปรสำคัญ หาก Institutional Demand สามารถเข้ามารับไม้ต่อได้จริง โครงสร้างตลาดอาจมีเสถียรภาพมากขึ้น และพื้นที่เหนือ 80,000 ดอลลาร์จะกลายเป็นประตูสำคัญสำหรับการเดินทางไปหา 100,000 ดอลลาร์ อีกแรงหนึ่งที่เริ่มกลับมาอยู่ฝั่ง Bull คือ Kimchi Premium Kimchi Premium คือส่วนต่างราคาที่ Bitcoin ในตลาดเกาหลีใต้ซื้อขายสูงกว่าตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป หรือญี่ปุ่น สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างตลาดเกาหลีใต้ที่ Foreign Investors เข้าถึงตลาด Crypto ภายในประเทศได้ยากกว่า Supply จึงมีข้อจำกัด ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเกาหลีมี Risk Appetite ต่อ Crypto ค่อนข้างสูง และ Capital Control ทำให้การ Arbitrage ส่วนต่างราคาทำได้ไม่เสรีเหมือนตลาดเปิดทั่วไป เมื่อ Demand ภายในประเทศเร่งขึ้น ราคาจึงสามารถเกิด Premium เหนือตลาดโลกได้ รอบนี้ Kimchi Premium เริ่มฟื้นกลับมาอยู่ประมาณ 5 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขดังกล่าวยังห่างจากภาวะ Extreme ในอดีต โดยช่วงปี 2017 Premium เคยพุ่งมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ และในปี 2021 เคยขึ้นไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นระดับปัจจุบันยังไม่ใช่ภาวะสุดโต่ง แต่ทิศทางที่กำลังเพิ่มขึ้นสะท้อนว่า Speculative Appetite ของนักลงทุนเกาหลีเริ่มกลับมา ในอดีต การเพิ่มขึ้นของ Kimchi Premium มักเกิดควบคู่กับช่วง Bull Run ของตลาด Crypto แต่ต้องอ่านอีกด้านด้วย เพราะหาก Premium พุ่งขึ้นเร็วและเข้าสู่ระดับ Extreme มากเกินไป มันสามารถเปลี่ยนจาก Bullish Signal ไปเป็นสัญญาณเตือนว่าตลาดกำลัง Overheat ได้เช่นกัน

สิ่งที่ทำให้รอบนี้น่าสนใจขึ้นคือ Kimchi Premium กลับมาในช่วงที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้เพิ่งผ่านความผันผวนรุนแรง โดย KOSPI เจอ Circuit Breaker ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมพร้อมกับการอ่อนค่าของเงินวอน จึงมีความเป็นไปได้ว่าเงินเก็งกำไรบางส่วนของ Retail Korea กำลังเคลื่อนจากตลาดหุ้นกลับเข้าสู่ Crypto ในช่วงที่ KOSPI ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ แต่ในขณะที่ Flow ฝั่งตลาดเริ่มดีขึ้น อีกด้านหนึ่งของ Crypto Boom กำลังแสดงให้เห็นว่าการมี Political Connection ไม่ได้หมายความว่า Business Model จะประสบความสำเร็จเสมอไป กรณีของ David Bailey เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ Bailey เป็น CEO ของ Bitcoin Magazine ผู้ก่อตั้ง Nakamoto Holdings และมีบทบาทเป็นที่ปรึกษาด้าน Cryptocurrency ให้ Donald Trump ในช่วง Campaign เลือกตั้งปี 2024 เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนจุดยืนของ Trump จากภาพ Anti-Crypto ในวาระแรก ไปสู่แนวนโยบาย Pro-Crypto ในวาระที่สอง ซึ่งต่อมาเชื่อมโยงไปถึงการผลักดัน CLARITY Act และ Strategic Bitcoin Reserve แต่ Nakamoto Holdings ซึ่งดำเนินโมเดล Bitcoin Treasury กลับเผชิญปัญหาหนัก โดยราคาหุ้นลดลงประมาณ 99 เปอร์เซ็นต์จาก Peak ช่วงต้นปี 2026 ปัญหามาจากหลายด้านพร้อมกัน การแข่งขันของ Bitcoin Treasury Business Model รุนแรงขึ้น เพราะมีผู้เล่นอย่าง Strategy, Marathon และ Riot อยู่ในตลาด ขณะเดียวกันบริษัทใช้ Leverage สูงในการสะสม Bitcoin และเมื่อ BTC ปรับตัวลงก็เผชิญแรงกดดันจาก Margin Call นอกจากนี้ยังมี Corporate Governance Issue จากสถานะของ Bailey ในฐานะ Political Figure ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามเรื่อง Conflict of Interest กับ Trump Administration ปัจจุบัน Bailey กำลังพยายาม Restructure บริษัท ระดมทุนเพิ่มเติม และสร้างความเชื่อมั่นกลับมาใหม่ โดย Political Connection กับ Trump ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ Narrative แม้ Nakamoto จะเผชิญปัญหา แต่ Bailey ยังคงมีอิทธิพลต่อทิศทางนโยบาย Crypto ของสหรัฐฯ และกรณีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดว่า Political Access สามารถช่วยด้าน Policy Narrative ได้ แต่ไม่ได้รับประกันความสำเร็จของ Business Model อีกฝั่งที่ Bitcoin ต้องต่อสู้ด้วยคือ Macro ท่าทีของ Kevin Warsh จาก Jackson Hole ค่อนข้าง Hawkish จนช่วงหนึ่ง Fed Hike Probability สำหรับการประชุมเดือนกันยายนพุ่งขึ้นใกล้ 60 เปอร์เซ็นต์ ก่อนจะลดกลับมาบริเวณ 50 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกัน US 10-Year Treasury Yield ยังอยู่แถว 4.76 เปอร์เซ็นต์ Yield ระดับนี้มีผลต่อ Bitcoin เพราะทำให้ Risk-Free Assets มีความน่าสนใจมากขึ้น และเพิ่ม Opportunity Cost ของการถือสินทรัพย์ที่ไม่มี Yield Dollar ก็เป็นอีกตัวแปรที่ต้องติดตาม Bitcoin โดยทั่วไปได้ประโยชน์มากกว่าจากสภาพแวดล้อมที่ Dollar อ่อนและ Global Liquidity ผ่อนคลาย ดังนั้นการกลับมาแข็งค่าของ USD จะเป็นแรงต้านต่อ BTC อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบวกเล็กน้อยจาก Dollar Index ที่ล่าสุดย่อลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันอีกครั้ง ส่วน Geopolitical Risk จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังสร้าง Risk-Off Environment ให้กับตลาดโลก และสามารถกดดัน Crypto ได้หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น อีกปัญหาคือโครงสร้างของผู้เล่นในตลาด Crypto ตั้งแต่ต้นปีมีลักษณะ Short-Term มากขึ้น ถ้า Institutional Money ไม่สามารถกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การขึ้นของราคาอาจยังขาด Consistent Demand ที่สามารถรองรับ Bull Run ระยะยาวได้ นี่ทำให้ Bitcoin บริเวณ 80,000 ดอลลาร์อยู่ในภาวะ Push-Pull อย่างชัดเจน ฝั่ง Bull มี ETF Inflow, Institutional Adoption, Kimchi Premium ที่กำลังฟื้น และนโยบาย Pro-Crypto ของ Trump ฝั่ง Bear มี Warsh Hawkish, Higher Bond Yields, Geopolitical Risk-Off และ Retail Flow ที่ยังมีลักษณะ Choppy ดังนั้น 80,000 ดอลลาร์จึงเป็นมากกว่าแนวต้านทางเทคนิค หาก BTC ไม่สามารถปิดสัปดาห์เหนือ 80,000 ดอลลาร์ได้ ต้องระวังการพักฐานกลับเข้าสู่พื้นที่ 72,000 ถึง 75,000 ดอลลาร์ในระยะสั้น แต่หาก Breakout และสามารถยืนเหนือ 80,000 ดอลลาร์ได้ พร้อมกับ ETF Inflow ที่ยังเดินหน้าต่อ โครงสร้างจะเปิดพื้นที่ให้ตลาดเริ่มมองเป้าหมาย 100,000 ดอลลาร์ในไตรมาส 4 อย่างจริงจังมากขึ้น

สิ่งสำคัญคือ Bitcoin ในสภาพแวดล้อมปัจจุบันยังมีลักษณะเป็น Macro Trade มากกว่า Technology Trade Fed Policy, Bond Yield, Dollar, การแทรกแซงด้านตลาดการเงินของ Scott Bessent, นโยบายของ Trump และ Geopolitical Risk สามารถกำหนดทิศทางของ BTC ได้เร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงด้าน Technology หรือ Adoption ในระยะสั้น ดังนั้นการวิเคราะห์ Bitcoin ด้วยข่าวเทคโนโลยีหรือ Adoption เพียงด้านเดียวอาจไม่เพียงพอในตลาดรอบนี้ บริเวณ 80,000 ดอลลาร์จึงต้องดูพร้อมกันทั้ง Price Structure, ETF Flow, Fed, Yield, Dollar และ Geopolitics เพราะตัวแปรเหล่านี้กำลังตัดกันอยู่ในจุดเดียวพอดี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Partner Brokers