Bond อังกฤษส่งสัญญาณเตือน Yield อายุ 30 ปีพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998 ท่ามกลางแรงขายพันธบัตรทั่วโลก
Roronoa zoro 02 September 2026

Bond อังกฤษส่งสัญญาณเตือน Yield อายุ 30 ปีพุ่งสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998 ท่ามกลางแรงขายพันธบัตรทั่วโลก ตลาดพันธบัตรอังกฤษกำลังกลับมาเป็นหนึ่งในจุดที่ต้องจับตามากที่สุด หลังผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษระยะยาวพุ่งขึ้นใกล้ระดับ 5.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1998 ขณะที่ข้อมูลล่าสุดที่ผู้ใช้ระบุอยู่ที่ 5.921 เปอร์เซ็นต์ โดยภาพการขึ้นของ Yield ครั้งนี้เกิดพร้อมกับ Global Bond Sell-off ที่กำลังกระจายตัวตั้งแต่สหรัฐฯ ยุโรป ไปจนถึงญี่ปุ่น ประเด็นสำคัญคือ นี่ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ Bank of England หรือทิศทางดอกเบี้ยอังกฤษเพียงอย่างเดียว ตลาดกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้านพร้อมกัน ทั้งราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ความกังวลว่า Inflation อาจกลับมาเหนียวกว่าที่คาด รวมถึงปัญหา Fiscal Deficit และ Supply ของพันธบัตรรัฐบาลที่นักลงทุนต้องรับเพิ่มขึ้น เมื่อ Inflation Risk สูงขึ้น นักลงทุนย่อมต้องการผลตอบแทนที่มากขึ้นสำหรับการถือพันธบัตรระยะยาว

และเมื่อความกังวลด้านฐานะการคลังเข้ามาผสมด้วย ตลาดก็สามารถเรียกร้อง Term Premium เพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Long-end Yield อย่างพันธบัตรอายุ 30 ปีถึงมีความสำคัญ เพราะมันไม่ได้สะท้อนเพียงว่าตลาดคิดว่า BoE จะขึ้นหรือลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป แต่ยังสะท้อนมุมมองระยะยาวต่อ Inflation, Fiscal Risk และความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในการบริหารหนี้ด้วย แรงกดดันไม่ได้เกิดเฉพาะฝั่ง 30 ปี Reuters รายงานวันที่ 2 กันยายนว่า UK 10Y Gilt Yield ขึ้นไปแตะ 5.268 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2008 ขณะที่ 5Y Yield ขึ้นไปถึง 4.7534 เปอร์เซ็นต์ สูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 สะท้อนว่าแรงขายกำลังกระจายอยู่หลายช่วงอายุของ Yield Curve ปัญหาคือ Yield ที่สูงขึ้นกำลังย้อนกลับไปเพิ่มต้นทุนทางการเงินให้กับรัฐบาลอังกฤษโดยตรง Pantheon Macroeconomics ประเมินว่าต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นทำให้ Fiscal Headroom ของรัฐบาลลดลงจากประมาณ 23.6 พันล้านปอนด์ เหลือประมาณ 13 พันล้านปอนด์ และหากต้องการเรียกพื้นที่ทางการคลังกลับคืนมาเท่าเดิม รัฐบาลอาจต้องเพิ่มภาษีหรือลดรายจ่ายประมาณ 11 พันล้านปอนด์ต่อปี นี่คือจุดที่ตลาด Bond เริ่มมีผลต่อเศรษฐกิจจริง Bond Yield สูงขึ้น ทำให้รัฐบาลมี Cost of Debt สูงขึ้น ต้นทุนทางการคลังสูงขึ้น ทำให้พื้นที่สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง หากต้องขึ้นภาษีหรือลดรายจ่ายเพื่อรักษา Fiscal Discipline ก็อาจกลับไปกด Growth ขณะเดียวกัน Yield ที่สูงยังส่งผ่านไปยัง Mortgage Rate, Corporate Funding Cost และ Discount Rate ที่ตลาดใช้ประเมินมูลค่าหุ้น ตลาดหุ้นอังกฤษจึงเริ่มรับแรงกดดันไปพร้อมกัน โดย FTSE 100 ลดลงประมาณ 0.56 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ FTSE 250 ลดลงประมาณ 0.8 เปอร์เซ็นต์ในวันพุธ ท่ามกลางแรงขายในตลาด Gilt อีกตัวแปรที่ต้องจับตาคือเงินปอนด์ โดยปกติ Yield ที่สูงขึ้นสามารถสนับสนุนค่าเงินได้หากเกิดจากเศรษฐกิจแข็งแรงหรือการคาดการณ์ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่รอบนี้ Sterling กลับอ่อนลงแตะระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 3 สัปดาห์ที่ 1.3490 ดอลลาร์ต่อปอนด์ ท่ามกลางความกังวลด้าน Geopolitics และตลาดพันธบัตรอังกฤษ

ตรงนี้เป็นสัญญาณที่น่าสนใจ เพราะถ้า Yield ขึ้นพร้อมกับ Currency แข็ง ตลาดอาจกำลัง Price Monetary Tightening แต่ถ้า Yield ขึ้นแรง ขณะที่ Currency กลับอ่อน ตลาดอาจกำลังเพิ่ม Premium ให้กับ Fiscal Risk และความไม่แน่นอนของประเทศมากขึ้น และอังกฤษไม่ได้กำลังเผชิญเรื่องนี้เพียงประเทศเดียว Japan 10Y Yield ทะลุ 3 เปอร์เซ็นต์เป็นครั้งแรกในรอบประมาณ 30 ปี ขณะที่ German Bund และ US Treasury Yield ก็ขยับขึ้นแรงพร้อมกัน ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นกับอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของการ Repricing ตลาดพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก มากกว่าจะเป็นปัญหาเฉพาะของ UK ดังนั้นระดับเกือบ 6 เปอร์เซ็นต์ของ UK 30Y Gilt จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขบนกราฟ Bond มันกำลังบอกว่าตลาดต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นเพื่อยอมถือหนี้ระยะยาว และถ้าปรากฏการณ์นี้ยังเกิดขึ้นพร้อมกันในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น อังกฤษ และยุโรป สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ Global Cost of Capital ที่กำลังถูกยกระดับขึ้นพร้อมกันทั่วโลก

สำหรับตลาด Risk Asset นี่เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะเมื่อ Risk-free Rate ระยะยาวสูงขึ้นพร้อมกันหลายประเทศ ทั้ง Equity Valuation, Growth Stocks, Credit, Real Estate รวมถึงสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อ Global Liquidity จะต้องแข่งขันกับผลตอบแทนจากพันธบัตรที่สูงขึ้นโดยตรง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Partner Brokers