USDTHB อาจมีโอกาสปรับตัวขึ้นทางเทคนิคและนโยบายการเงินโลก
Roronoa zoro 01 September 2026

USDTHB ยังต้องระวังแรงกดดันจาก Fed เงินบาททยอยอ่อนค่า ขณะที่ดอลลาร์ฟื้นตาม Bond Yield สหรัฐฯ เงินบาทกลับมาเผชิญแรงกดดันอีกครั้ง หลังตลาดเริ่มเพิ่มน้ำหนักต่อ Scenario ที่ Fed อาจยังมีโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนสิ้นปี ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐฯ และ Bond Yield ฟื้นตัวขึ้นพร้อมกัน ขณะที่ USDTHB ขยับเข้าใกล้ระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ รายงานตลาดเงินวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ หลังระหว่างวันอ่อนค่าเข้าใกล้ระดับ 33.00 บาท เทียบกับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์ในวันศุกร์ก่อนหน้า หรือวันที่ 21 สิงหาคม ภาพของ Fund Flow ก็ไม่ได้ช่วยเงินบาทมากนัก ระหว่างวันที่ 24 ถึง 28 สิงหาคม นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 12,228 ล้านบาท ขณะที่ตลาดพันธบัตรไทยมีสถานะ Net Outflows 375 ล้านบาท แม้มีการซื้อสุทธิพันธบัตร 129 ล้านบาท แต่มีตราสารหนี้ครบกำหนดอีก 504 ล้านบาท

ช่วงต้นสัปดาห์เงินบาทเคยแข็งค่าขึ้นระยะสั้น จากแรงขายเงินดอลลาร์ หลังตลาดกังวลความผันผวนของ US Treasury Yield และมีมุมมองเชิงลบต่อการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงตลาดผ่านมาตรการต่างๆ แต่แรงบวกของเงินบาทอยู่ได้ไม่นาน ก่อนจะถูกล้างออกทั้งหมดและพลิกกลับมาอ่อนค่า หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เงินดอลลาร์กลับมาแข็งขึ้นคือความต้องการ Safe Haven หลังรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ประกาศมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ โดยขยาย Secondary Sanctions ครอบคลุมอีก 5 ภาคส่วนสำคัญที่มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจอิหร่าน ได้แก่ สินทรัพย์ดิจิทัล เทคโนโลยี ทองคำ การบิน และการขนส่งทางเรือ พร้อมขึ้นบัญชีดำนิติบุคคลและบุคคลอีกหลายราย หลังจากนั้นเงินบาททยอยอ่อนค่าต่อเนื่องและกลับเข้าใกล้ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ แรงกดดันอีกส่วนมาจากการขายทำกำไรทองคำในตลาดโลก ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ Flow ของเงินบาทในระยะสั้น

ขณะที่ฝั่งดอลลาร์ได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจาก US Treasury Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE เดือนกรกฎาคมและจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ทำให้ตลาดยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมก่อนสิ้นปีออกไปได้ จุดนี้มีความสำคัญต่อ USDTHB โดยตรง หากตลาดยังคง Pricing ว่า Fed จะรักษาดอกเบี้ยระดับสูงไว้นานกว่าคาด หรือมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม US Yield และ Dollar สามารถได้รับแรงหนุนต่อ และเพิ่มแรงกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า ในทางกลับกัน หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มอ่อนลง โดยเฉพาะตลาดแรงงานและเงินเฟ้อ จนทำให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ย DXY และ Treasury Yield ก็มีโอกาสอ่อนตัวลง ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันต่อเงินบาท ฝั่งประเทศไทยเองก็มีปัจจัยกดดันเพิ่มเติม หลัง กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% พร้อมส่งสัญญาณว่าจะดำเนินนโยบายการเงินในระดับผ่อนคลายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทย เมื่อฝั่งไทยยังผ่อนคลาย ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ มีความเสี่ยงที่จะเข้มงวดขึ้น Interest Rate Differential ระหว่างสองประเทศจึงเป็นอีกตัวแปรที่ต้องจับตา เพราะหากส่วนต่างผลตอบแทนกลับมาเอียงเข้าหาดอลลาร์มากขึ้น ก็สามารถเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาทได้ สำหรับสัปดาห์ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคมถึง 4 กันยายน 2569 ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบ USDTHB ไว้ที่ 32.60 ถึง 33.40 บาทต่อดอลลาร์

ปัจจัยภายในประเทศที่ต้องติดตาม ได้แก่ ดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนกรกฎาคมของไทย Fund Flow ของนักลงทุนต่างชาติ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่วนฝั่งสหรัฐฯ สัปดาห์นี้มีข้อมูลค่อนข้างหนาแน่น ทั้งตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนกรกฎาคม ดัชนี ISM และ PMI ภาคการผลิตและบริการ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน รวมถึง Beige Book ของ Fed แต่ตัวเลขที่มีน้ำหนักมากที่สุดยังเป็นข้อมูลตลาดแรงงาน โดยเฉพาะ Nonfarm Payrolls และอัตราการว่างงานเดือนสิงหาคม เพราะสามารถเปลี่ยน Fed Pricing และทิศทาง Treasury Yield ได้โดยตรง นอกจากนี้

ตลาดยังต้องติดตาม PMI ภาคการผลิตและบริการเดือนสิงหาคมของจีน ญี่ปุ่น ยูโรโซน และอังกฤษ รวมถึงเงินเฟ้อเดือนสิงหาคมของยูโรโซน ในมุมของเงินบาท มีตัวแปรหลักที่ต้องจับตาพร้อมกันสามด้าน ด้านแรกคือทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ หาก Fed คงดอกเบี้ยสูงเป็นเวลานานหรือส่งสัญญาณเข้มงวดกว่าที่ตลาดคาด Dollar และ Treasury Yield มีโอกาสขึ้นต่อ ซึ่งจะกดดันเงินบาท ด้านที่สองคือราคาทองคำ เนื่องจาก Flow ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำมีผลต่อเงินบาทค่อนข้างมากในระยะสั้น หากราคาทองโลกถูกขายทำกำไรหรือปรับฐานแรง USDTHB มีโอกาสได้รับแรงส่งขึ้นตามการอ่อนค่าของเงินบาท

ด้านที่สามคือกระแสเงินทุนต่างชาติ หากเงินทุนยังไหลออกจากทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย จะเป็นอีกแรงกดดันต่อ THB แต่หาก Fund Flow กลับเข้ามา ประกอบกับความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เอเชียฟื้นตัว ก็สามารถช่วยชะลอการอ่อนค่าของเงินบาทได้ อีกตัวแปรที่ไม่ควรมองข้ามคือราคาน้ำมัน ประเทศไทยเป็นประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ ดังนั้นหากราคาน้ำมันและพลังงานโลกปรับตัวสูงขึ้นจากความเสี่ยงในตะวันออกกลาง จะเพิ่มแรงกดดันต่อดุลการค้าและต้นทุนการนำเข้าของไทย ซึ่งสามารถจำกัดการแข็งค่าของเงินบาทได้ มุมมองทางเทคนิคของ USDTHB แม้ Momentum การขึ้นจะเริ่มชะลอลง แต่โครงสร้างราคายังเปิดโอกาสให้ขึ้นไปทดสอบบริเวณ 33.20 ถึง 33.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยเฉพาะหากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็ง เงินเฟ้อออกสูงกว่าคาด หรือ Treasury Yield ปรับขึ้นต่อ ตลาดจะมีเหตุผลมากขึ้นในการถือดอลลาร์ และเพิ่มความเสี่ยงที่ USDTHB จะ Breakout เหนือกรอบปัจจุบัน หาก Fed เปลี่ยนไปในทิศทางเข้มงวดมากขึ้นอย่างชัดเจน ต้องระวัง Scenario ที่ USDTHB ขยายการขึ้นไปทดสอบบริเวณ 34.00 บาทต่อดอลลาร์

แต่หากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนตัวลงจนตลาดลด Fed Hawkish Pricing พร้อมกับ DXY และ Treasury Yield ปรับฐาน ขณะที่ Fund Flow ต่างชาติกลับเข้าสู่ไทย USDTHB ก็มีโอกาสกลับมาเคลื่อนไหวในกรอบแคบหรือลดระดับลงได้ ดังนั้นบริเวณ 33.00 บาทต่อดอลลาร์กำลังเป็นจุดวัดกำลังสำคัญของรอบนี้ เพราะไม่ได้สะท้อนเพียงทิศทางเงินบาท แต่กำลังเชื่อมโยงพร้อมกันทั้ง Fed Policy, US Treasury Yield, ราคาทองคำ, ราคาน้ำมัน และ Fund Flow ของตลาดไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Partner Brokers