
Roronoa zoro
25 August 2026
หลังการแถลงของ Scott Bessent ภาพของมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านรอบล่าสุดเริ่มชัดขึ้น และมีจุดสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจใหม่ โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับจีน มาตรการรอบนี้ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ หลีกเลี่ยงการแตะจีนทั้งหมด เพราะ Washington ได้ขึ้นบัญชีธุรกิจและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในหลายประเทศแล้ว รวมถึงจีน UAE สิงคโปร์ ตลอดจนโรงกลั่นน้ำมันประกอบอาหารแห่งหนึ่งในฝรั่งเศส สิ่งที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้ทำในเวลานี้ คือการคว่ำบาตรสถาบันการเงินจีนขนาดใหญ่โดยตรง ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดกังวลมากที่สุด เพราะหากมาตรการขยับไปถึงธนาคารจีนที่มีบทบาทในระบบชำระเงินระหว่างประเทศ ผลกระทบอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การค้าระหว่างจีนกับอิหร่าน แต่สามารถสร้าง Shock ต่อระบบการเงินโลกได้ Scott Bessent
อธิบายเหตุผลของการเดินเกมในลักษณะนี้ว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการสร้างความเสียหายต่อระบบการเงินโลกในทันที และต้องการเปิดโอกาสให้ประเทศและบริษัทที่ยังทำธุรกิจกับอิหร่านมีเวลาในการตัดความสัมพันธ์ก่อน จุดสำคัญคือช่วงเวลานี้เป็นเพียง Cure Period ไม่ใช่การยกเว้น Secondary Sanctions Bessent ย้ำว่า เมื่อ Cure Period สิ้นสุดลง การบังคับใช้มาตรการสามารถขยับได้อย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่า Washington กำลังเลือกใช้มาตรการแบบเป็นลำดับขั้น เริ่มจากเครือข่ายธุรกิจ บริษัท โรงกลั่น Shipping และตัวกลางต่างๆ ก่อนที่จะพิจารณาขยับเข้าใกล้สถาบันการเงินขนาดใหญ่ อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ Bessent ระบุชื่อ Bank Melli ของอิหร่านโดยตรง พร้อมเรียกร้องให้ทุกสาขาของธนาคารดังกล่าวในยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชียยุติการดำเนินงาน ที่สำคัญกว่านั้น เขายังระบุว่าจะมีการประกาศครั้งใหญ่เกี่ยวกับสถาบันการเงินอีกแห่งภายในสิ้นสัปดาห์นี้ ดังนั้นสำหรับจีน ภาพที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ สหรัฐฯ ไม่แตะจีน แต่คือ สหรัฐฯ เริ่มแตะบริษัทและเครือข่ายในจีนแล้ว เพียงแต่ยังไม่ขยับไปถึง Big Banks ความแตกต่างตรงนี้มีความสำคัญต่อตลาดอย่างมาก เพราะตราบใดที่มาตรการยังอยู่ในระดับบริษัทขนาดเล็ก โรงกลั่น ผู้ประกอบการ Shipping หรือ Shadow Network
อิหร่านยังมีโอกาสปรับเส้นทางการค้าและหาตัวกลางใหม่เพื่อรักษาการส่งออกบางส่วนเอาไว้ได้ แต่หาก Washington ขยับ Enforcement จากเครือข่ายเหล่านี้ไปยังธนาคารที่ทำหน้าที่รับชำระเงิน Clearing หรือ Financing การค้าน้ำมัน กลไกของ Secondary Sanctions จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นทันที และนั่นคือจุดที่มาตรการสามารถเริ่มกระทบการซื้อน้ำมันอิหร่านของจีนในระดับ Physical Flow ได้จริง ข้อมูลล่าสุดที่ Reuters รายงานเริ่มสะท้อนแรงกดดันดังกล่าวแล้ว ปริมาณน้ำมันอิหร่านที่ไหลเข้าสู่จีนในเดือนสิงหาคมลดลงเหลือประมาณ 534,000 บาร์เรลต่อวัน จากประมาณ 823,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนกรกฎาคม หากเทียบกับช่วงต้นปีที่เคยขึ้นไปถึงประมาณ 1.58 ล้านบาร์เรลต่อวัน การลดลงถือว่ามีนัยสำคัญมาก จากประมาณ 1.58 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือ 534,000 บาร์เรลต่อวัน เท่ากับ Physical Flow ลดลงมากกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณสองในสามจากระดับดังกล่าว ตัวเลขนี้กำลังบอกว่าแรงกดดันจาก Blockade และมาตรการที่มีอยู่ก่อนหน้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนกระดาษ แต่เริ่มส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายน้ำมันจริงแล้ว ดังนั้น Phase ต่อไปของเรื่องนี้ต้องจับตาที่ Financial Enforcement มากกว่าแค่รายชื่อบริษัทที่ถูก Sanction หากสหรัฐฯ ยังหยุดอยู่ที่บริษัท โรงกลั่น Shipping Network และตัวกลางต่างๆ ผลกระทบอาจยังสามารถบริหารจัดการได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้า Cure Period สิ้นสุดลงแล้ว Washington เริ่มขยับไปแตะธนาคารจีนที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินค่าน้ำมันอิหร่าน เกมจะเปลี่ยนทันที เพราะจากจุดนั้นคำถามจะไม่ใช่แค่ว่าอิหร่านสามารถส่งน้ำมันออกจากประเทศได้หรือไม่ แต่จะกลายเป็นว่า ผู้ซื้อสามารถชำระเงิน รับประกันธุรกรรม และนำเงินเข้าสู่ระบบได้อย่างไรโดยไม่เสี่ยงถูกตัดออกจากระบบการเงินสหรัฐฯ และก่อนจะไปถึงจุดนั้น
ตลาดยังมีอีกหนึ่ง Event ที่ต้องจับตาใกล้ชิด คือการประกาศครั้งใหญ่เกี่ยวกับสถาบันการเงินอีกแห่งที่ Bessent ระบุว่าจะเกิดขึ้นภายในสิ้นสัปดาห์นี้ จุดนี้อาจเป็นตัวบอกได้ว่า Operation Economic Outcast กำลังเดินเข้าสู่ Financial Enforcement Phase เร็วแค่ไหน และเส้นที่ Washington ยังไม่ยอมข้ามในวันนี้ จะยังอยู่ที่เดิมอีกนานแค่ไหน




