
Roronoa zoro
21 August 2026
ตอนนี้ราคาวิ่งขึ้นมาถึงบริเวณ Premium ของ Week แล้ว ซึ่งรอบนี้ส่วนหนึ่งมาจากแรงของ Gamma Squeeze ช่วงราคาประมาณ $70K–$72K มีคนวางสัญญาค่อนข้างน้อย ทำให้ถ้าราคาสามารถเบรกจุดแรกขึ้นไปได้ รายใหญ่ที่มี Exposure อยู่จะต้องรีบเข้ามา Hedge Futures แข่งขันกัน ส่งผลให้ราคาสามารถวิ่งพรวดเดียวได้ค่อนข้างแรง แต่ประเด็นที่ผมมองว่าน่าสนใจจริง ๆ ตอนนี้คือ Momentum ใน Timeframe Week ยังขาดอีก 3 อย่าง 1. ราคาเบรก Premium ของ Week Premium ตรงนี้เป็นบริเวณที่ในอดีตเวลา Bitcoin ขึ้นมาชน มักจะเกิดแรงขายออกมาแรงจนบางครั้งลากลงไปทำ New Low พูดง่าย ๆ คือ Order ในตลาดยังมองว่า ราคาบริเวณนี้แพงเกินไป และเหมาะกับการขายมากกว่าซื้อ
ดังนั้น ถ้ารอบนี้ราคา Break Premium ขึ้นไปได้จริง ความหมายจะเปลี่ยนทันที จากเดิมที่ตลาดมองว่า “ราคาตรงนี้แพงแล้ว ขายดีกว่า” จะกลายเป็น “ตลาดไม่ได้รู้สึกว่าราคาตรงนี้แพงอีกต่อไป” ซึ่งตรงนี้สำคัญกับการเปลี่ยนโครงสร้างในภาพ Week มาก
2. MACD Week ยังอยู่ต่ำกว่า 0 ถ้าเราย้อนดู Bitcoin ในแต่ละ Cycle รวมถึงสินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็น Cycle จะเห็นค่อนข้างชัดว่า ช่วงที่เข้าสู่ Bull Run จริง ๆ MACD ของ Week มักจะยืนเหนือ 0 เพราะมันสะท้อนภาพของ Order Flow ในระยะยาวว่า แรงซื้อกลับเข้ามามากกว่าแรงขาย แต่ตอนนี้ MACD Week ยังไม่ผ่าน 0 หมายความว่า Momentum ระยะใหญ่ยังไม่ได้ Confirm เต็มตัว และยังมีระยะที่ต้องใช้แรงอีกพอสมควรกว่าจะขึ้นไปอยู่เหนือเส้น 0 ได้
3. RSI กำลังขึ้นเข้าสู่ Overbought RSI ที่ขึ้นมาถึงระดับ Overbought ไม่ได้หมายความว่าต้อง Short ทันที แต่สิ่งที่มันกำลังบอกคือ Momentum รอบนี้แรงมาก และตอนนี้ Momentum ตรงนี้กำลังจะถูก Test ว่าแรงพอที่จะส่งต่อจาก Day → Week ได้หรือไม่ แล้วทำไมจุดนี้ถึงสำคัญ? เพราะตอนนี้ผมมองว่าตลาดกำลังอยู่ในช่วง เปลี่ยน Momentum จาก Day ไปสู่ Week ปัญหาคือ Week ตอนนี้ยังขาดทั้ง 3 อย่างที่พูดไป Premium ยังไม่ถูก Break MACD ยังอยู่ต่ำกว่า 0 RSI กำลังเข้าสู่ Overbought และต้องดูว่าจะสามารถรักษา Momentum ได้หรือไม่ ดังนั้น ถ้าตลาดต้องการขึ้นต่อ มีอยู่ 2 ทางหลัก ๆ ทางแรก: ค่อย ๆ สะสมแรง แล้วสร้าง Momentum เพิ่มก่อนที่จะขึ้นต่อ ทางที่สอง: ขึ้นแรงมาก ๆ ในเวลาอันสั้น จน Momentum ถูกสร้างขึ้นมาในจังหวะเดียว และสามารถลาก Week ให้เปลี่ยนโครงสร้างได้ เพราะฉะนั้นผมยังไม่มองว่าตรงนี้เป็นจังหวะที่สามารถฟันธงได้ว่า “ขึ้นต่อแน่นอน” แต่เป็นจุดที่ต้องดูว่า ตลาดจะเลือกทางไหน
มุมมอง Bearish ถ้าราคาไปชน $72,000 แล้วเกิดแรงขายลงมาแรง จนทำลาย Structure และไม่สามารถกลับขึ้นไปทำ New High ได้ ผมอาจพิจารณา Short สั้น ๆ 1 จังหวะ เหตุผลไม่ได้มาจากการมองว่าตลาดจะกลับเป็นขาลงใหญ่ทันที แต่เพราะ Week ยังไม่ได้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนเป็น Uptrend ในจังหวะเดียว ดังนั้นผมจะดูว่า Day เลือกทางไหนอีกที แต่ถ้าราคา Break $72,000 ขึ้นไปได้แบบรวดเดียว และสามารถยืนเหนือโซนนี้ได้เป้าหมายที่ผมจะเริ่มกลับมาจับตาคือบริเวณ $75,000 ตรงนั้นต้องดูต่อว่า ในสัปดาห์ถัดไปจะมีการวางสัญญาใหม่เพิ่มเข้ามาตรงกลาง Zone หรือไม่ เพราะถ้ามีการเพิ่มของ Position และ Open Interest เข้าไป อาจทำให้โครงสร้างของ Liquidity เปลี่ยนอีกครั้ง
อีก Zone ที่ผมจะให้ความสำคัญมากคือบริเวณ $82K — Flip Zone ของ Bear Market ถ้าราคาขึ้นไปถึงบริเวณนั้น ผมจะยังไม่รีบ Short แต่จะรอดู Momentum และ Reaction ของราคา ก่อน ถ้าเห็นสัญญาณว่าแรงซื้อเริ่มหมด หรือเกิดการเปลี่ยน Structure ตรงนั้น ค่อยพิจารณา Short อีกที ซึ่งจังหวะนี้ก็จะไปสอดคล้องกับเรื่อง Clarity Act ที่ตลาดคาดว่าจะกลับมาโหวตกันอีกครั้งในเดือนกันยายน
สุดท้ายผมมองว่า ไม่จำเป็นต้องเดาทางตลาดให้ถูกตั้งแต่แรก สิ่งที่สำคัญกว่าคือเตรียม Plan Action เอาไว้สำหรับแต่ละ Scenario ขึ้นก็มีแผน ลงก็มีแผน Breakout ก็มีแผน Fail Breakout ก็มีแผน เพราะเราไม่ได้มีหน้าที่รู้อนาคตหน้าที่ของเราคือ รอให้ตลาดเลือกทาง แล้วค่อยตาม Structure ที่เกิดขึ้นจริงครับ




