มหาวิกฤติเงินเฟ้ออิหร่าน เถียงกันทำไม 60% หรือ 90% ในเมื่อบทสรุปคือจมเหมือนกัน
Roronoa zoro 17 August 2026

เวลานี้กำลังเกิดความขัดแย้งเรื่องตัวเลขเงินเฟ้อของอิหร่านระหว่างสื่อตะวันตกกับหน่วยงานทางการของอิหร่าน ฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะ Bloomberg และสื่อสหรัฐฯ นำตัวเลขเงินเฟ้อแบบปีต่อปี หรือ Point-to-Point มาอ้างว่าเงินเฟ้อของอิหร่านพุ่งขึ้นไปเกือบ 80 ถึง 90% ขณะที่ธนาคารกลางอิหร่าน หรือ CBI ออกมาปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว โดยระบุว่า หากวัดด้วยอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยในช่วง 12 เดือน ตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 57.7 ถึง 61.4% เท่านั้น ส่วนศูนย์สถิติอิหร่าน หรือ SCI รายงานตัวเลขอยู่ตรงกลางที่ประมาณ 66% จึงเกิดคำถามว่าตัวเลขที่แท้จริงคือ 60% 66% หรือเกือบ 90% แต่ในมุมเศรษฐศาสตร์ ประเด็นที่สำคัญกว่าคือ ไม่ว่าจะเลือกใช้ตัวเลขของฝ่ายใด ภาพรวมที่เกิดขึ้นก็ยังสะท้อนถึงภาวะเงินเฟ้อรุนแรงเหมือนกัน ตัวเลขต่ำสุดของทางการก็ยังถือว่าอยู่ในระดับวิกฤติ หากเงินเฟ้อสูงถึงระดับมากกว่า 50% ต่อปี นั่นหมายถึงราคาสินค้าและค่าครองชีพกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี ลองคิดจากตัวอย่างง่ายๆ หากข้าวหนึ่งจานมีราคา 50 บาท และเกิดเงินเฟ้อ 50% ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็น 75 บาทภายในหนึ่งปี ดังนั้น ต่อให้เราเลือกเชื่อตัวเลข 57.7% ซึ่งเป็นตัวเลขต่ำสุดจากฝั่งธนาคารกลางอิหร่าน ก็ยังสะท้อนว่าประชาชนกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านค่าครองชีพในระดับรุนแรง ด้วยเหตุนี้ การถกเถียงว่าเงินเฟ้อจริงอยู่ที่ 60% หรือ 90% อาจไม่ได้เปลี่ยนสาระสำคัญของภาพเศรษฐกิจมากนัก เพราะไม่ว่าจะใช้ตัวเลขไหน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเศรษฐกิจกำลังถูกกัดกินอย่างหนัก เพียงแต่แตกต่างกันที่ระดับความรุนแรง

สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขในรายงาน คือพฤติกรรมของประชาชน หลักฐานเชิงประจักษ์ เมื่อพฤติกรรมของประชาชนสะท้อนเศรษฐกิจได้ชัดกว่าตัวเลข ตัวชี้วัดที่น่าจับตามองไม่ได้มีเพียงตัวเลขจากหน่วยงานรัฐ แต่รวมถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชาชนด้วย หนึ่งในสัญญาณที่น่าสนใจคือการที่ประชาชนในกรุงเตหะรานเริ่มหันมาใช้ระบบ Buy Now Pay Later หรือ BNPL เพื่อซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร ผัก เนื้อสัตว์ และของใช้ทั่วไป ในอดีต BNPL มักถูกใช้กับสินค้าที่มีราคาสูงหรือสินค้าคงทน เช่น ตู้เย็น เฟอร์นิเจอร์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่เมื่อระบบดังกล่าวเริ่มถูกนำมาใช้กับอาหารและของสด นั่นสะท้อนว่าปัญหาเงินเฟ้อไม่ได้อยู่เพียงในระดับตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคอีกต่อไป แต่กำลังเข้าไปกระทบกับความสามารถในการดำรงชีวิตของประชาชนโดยตรง เมื่อรายได้ไม่สามารถเติบโตได้ทันราคาสินค้า การบริโภคพื้นฐานจึงเริ่มถูกเปลี่ยนจากการซื้อด้วยรายได้ในปัจจุบัน มาเป็นการใช้เครดิตเพื่อประคองค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นี่เป็นสัญญาณที่น่ากังวล เพราะหมายความว่าแรงกดดันจากเงินเฟ้อกำลังเข้าไปกระทบถึงระดับการดำรงชีวิตของประชาชนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองแบบตรงไปตรงมาคือความเชื่อว่า หากเศรษฐกิจอิหร่านทรุดหนัก ประชาชนจะลุกขึ้นต่อต้านรัฐบาลและหันไปสนับสนุนสหรัฐฯ โดยอัตโนมัติ เศรษฐกิจพังไม่ได้หมายความว่าการเมืองจะเปลี่ยนตามทันที ประชาชนอิหร่านเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตร ความขัดแย้ง สงคราม และปัญหาเศรษฐกิจมาเป็นเวลาหลายทศวรรษ พวกเขาสามารถไม่พอใจกับเศรษฐกิจ สามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล สามารถไม่เห็นด้วยกับการบริหารประเทศ และสามารถได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้ออย่างหนัก แต่ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะหันไปสนับสนุนสหรัฐฯ หรือยอมรับเงื่อนไขจากมหาอำนาจภายนอกโดยอัตโนมัติ นี่คือความแตกต่างระหว่างการไม่พอใจรัฐบาลของตัวเอง กับการสนับสนุนฝ่ายตรงข้ามของประเทศ แนวคิดเรื่อง Resistance Culture หรือวัฒนธรรมการต่อต้านมหาอำนาจ มีรากฐานทางการเมืองและประวัติศาสตร์อยู่ในสังคมอิหร่านมาเป็นเวลานาน

ดังนั้น เมื่อเกิดแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ฝ่ายสายแข็งในเตหะรานสามารถนำสถานการณ์ดังกล่าวมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารทางการเมืองได้เช่นกัน พวกเขาสามารถชี้ให้ประชาชนเห็นว่า ความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจเป็นผลจากมาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันจากสหรัฐฯ และเมื่อกรอบการรับรู้ถูกวางไว้เช่นนั้น การยอมอ่อนข้อในการเจรจาระหว่างประเทศอาจไม่ได้ถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่อาจถูกตีความว่าเป็นการยอมแพ้หรือการทรยศต่อผลประโยชน์ของชาติ นี่จึงทำให้ยุทธศาสตร์ Maximum Pressure มีความซับซ้อนมากกว่าการกดดันเศรษฐกิจให้หนักที่สุด เพราะคำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่ามาตรการคว่ำบาตรสร้างความเสียหายให้อิหร่านได้มากแค่ไหน แต่คือความเสียหายดังกล่าวจะถูกเปลี่ยนเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลภายในประเทศ หรือจะถูกเปลี่ยนเป็นแรงสนับสนุนต่อแนวคิดต่อต้านแรงกดดันจากภายนอก ในโลกของความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความอดทนของประชาชนเป็นตัวแปรที่ประเมินได้ยาก สหรัฐฯ อาจมองว่าการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางเศรษฐกิจกำลังสร้างต้นทุนมหาศาลให้อิหร่าน แต่ต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นไม่ได้รับประกันว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสมอไป อิหร่านอาจกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนัก แต่การที่เศรษฐกิจจมลง ไม่ได้หมายความว่าระบอบการเมืองจะจมลงตามไปด้วยในทันที สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ Economic Pain กับ Political Collapse เศรษฐกิจที่ทรุดตัวสามารถสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลได้จริง แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองยังขึ้นอยู่กับอีกหลายปัจจัย ทั้งความสามารถของรัฐในการควบคุมสถานการณ์ ความแข็งแกร่งของสถาบันภายในประเทศ การตอบสนองของประชาชน และที่สำคัญคือการรับรู้ของสังคมต่อภัยคุกคามจากภายนอก ดังนั้น สำหรับอิหร่าน ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าเงินเฟ้ออยู่ที่ 60% หรือ 90% แต่คือเศรษฐกิจที่กำลังถูกบีบอย่างหนัก จะสามารถเปลี่ยนเป็นแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศได้มากเพียงใด และรัฐบาลอิหร่านจะสามารถเปลี่ยนแรงกดดันจากภายนอกให้กลายเป็นเหตุผลในการรวบรวมฐานสนับสนุนภายในประเทศได้มากแค่ไหน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Partner Brokers