เงินอเมริกันกำลังเริ่มขายหุ้นจีนทำกำไร แรงสุดในรอบ 3 เดือน
Roronoa zoro 17 August 2026

China ETF เงินไหลออก 3.4 พันล้านดอลลาร์ จากช่วงที่เคยมีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นการถอนเงินออกภายในเวลาไม่กี่เดือน ตลาดกำลังเกิดภาพที่น่าสนใจมาก ในขณะที่เงินจำนวนมหาศาลยังคงไหลเข้าสู่ ETF สหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีและ Semiconductor อีกด้านหนึ่ง China ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ กลับเผชิญกับแรงถอนเงินอย่างต่อเนื่อง เฉพาะเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา U.S.-listed ETFs ทั้งตลาดยังมีเงินไหลเข้าสุทธิเกือบ 196 พันล้านดอลลาร์ และเงินส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่หุ้น พูดง่ายๆ คือ เงินไม่ได้หายไปไหน แต่นักลงทุนกำลังเลือกว่าจะนำเงินไปวางไว้ที่ตลาดไหน และในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา จีนกำลังเป็นฝ่ายที่เสียเงินออก

Goldman Sachs และ Bloomberg ระบุว่า ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม 2026 เงินไหลออกจากกลุ่ม China ETFs ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิเคราะห์รวมประมาณ 3.4 พันล้านดอลลาร์ กองทุนที่อยู่ในชุดข้อมูลประกอบด้วย FXI ซึ่งลงทุนในหุ้นจีน Large Cap, MCHI ซึ่งอิง MSCI China, ASHR ซึ่งลงทุนในหุ้นจีน A Share และ CSI 300, KWEB ซึ่งเน้นหุ้น Internet จีน, CQQQ ซึ่งเน้น Technology จีน และ KSTR ซึ่งเน้น Technology และ STAR Market จีน หากดูจากกราฟจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของกระแสเงินได้ค่อนข้างชัดเจน ในช่วงเดือนพฤษภาคม กระแสเงินสะสมย้อนหลัง 1 ปียังเคยเพิ่มขึ้นไปใกล้ระดับบวก 2.5 พันล้านดอลลาร์ จากนั้นกระแสเงินเริ่มกลับทิศอย่างรวดเร็ว เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน และเดือนกรกฎาคม เงินไหลออกต่อเนื่อง รวมกันประมาณ 3.4 พันล้านดอลลาร์ จนกระแสเงินสะสมย้อนหลัง 12 เดือนลดลงมาแตะประมาณติดลบ 1 พันล้านดอลลาร์ ถือเป็นระดับการถอนเงินที่รุนแรงที่สุดในกรอบ 1 ปีของกราฟดังกล่าว กองทุนที่ถูกถอนเงินออกอย่างหนัก ตามข้อมูลที่เผยแพร่มาพร้อมกับกราฟ FXI มีเงินไหลออกประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์ตั้งแต่ต้นปี MCHI ประมาณ 868 ล้านดอลลาร์ และ KWEB ประมาณ 833 ล้านดอลลาร์ ข้อมูลจาก ETF Central ณ วันที่ 24 กรกฎาคมก็ให้ภาพในทิศทางใกล้เคียงกัน โดยประเมินว่า MCHI มีเงินไหลออกตั้งแต่ต้นปีประมาณ 874 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ KWEB มีเงินไหลออกประมาณ 834 ล้านดอลลาร์ ในด้านผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี MCHI อยู่ที่ประมาณติดลบ 11.1 เปอร์เซ็นต์ ส่วน KWEB อยู่ที่ประมาณติดลบ 22.1 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการขายในระยะสั้นหรือการที่นักลงทุนกดขายในช่วงไม่กี่วัน แต่สะท้อนว่า Demand ของนักลงทุนที่เข้าถึงตลาดจีนผ่าน ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ กำลังอ่อนตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม จุดนี้ต้องอ่านให้ขาด การที่นักลงทุนสหรัฐฯ ขาย China ETF ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนทุกกลุ่มทั่วโลกกำลังหนีออกจากตลาดจีน

ข้อมูลของ Goldman Sachs วัดเฉพาะ ETF จีนที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ และเป็นเพียงกลุ่มตัวอย่างที่นำมาวิเคราะห์เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมกระแสเงินทั้งหมดในตลาด Shanghai, Shenzhen, Hong Kong หรือกองทุนภายในประเทศจีน ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะในช่วงเวลาเดียวกันกลับมีหลักฐานว่า นักลงทุนจีนกำลังเพิ่ม Risk Appetite ในตลาดหุ้นภายในประเทศ World Gold Council รายงานว่าในเดือนมิถุนายน นักลงทุนจีนถอนเงินออกจาก Gold ETF ภายในประเทศประมาณ 2.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเดือนที่มีเงินไหลออกหนักที่สุดเป็นประวัติการณ์ หนึ่งในปัจจัยที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวดังกล่าวคือ ความสนใจของนักลงทุนบางส่วนกำลังหมุนกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวขึ้น ดังนั้นภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องเงินต่างชาติถอนออกจากจีน แต่ยังมีการหมุนเงินภายในจีนจากสินทรัพย์ปลอดภัยกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยงบางประเภทด้วย แล้วทำไมเงินสหรัฐฯ ถึงกำลังลด China Exposure ประเด็นนี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่านักลงทุนเชื่อว่าบริษัทจีนทั้งหมดกำลังมีปัญหา แต่สามารถมองผ่านกรอบ Risk และ Return ได้มากกว่า เมื่อเงินลงทุนสามารถเลือกได้ระหว่าง US Technology, Semiconductor, AI, China Technology, Japan, Emerging Markets รวมถึง Bonds และ Cash นักลงทุนย่อมเลือกตลาดที่มองว่าให้ความคุ้มค่าที่ดีที่สุดเมื่อเทียบระหว่าง Earnings, Growth, Policy Visibility และ Risk Premium ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดสหรัฐฯ ยังคงสามารถดึงดูดเงินลงทุนได้อย่างแข็งแกร่ง เฉพาะเดือนมิถุนายน Equity ETF ในสหรัฐฯ รับเงินไหลเข้าในสัดส่วนสูงของกระแสเงิน ETF ใหม่ และ Semiconductor ETFs ก็ยังมีเงินไหลเข้าเพิ่มเติม

ดังนั้นโจทย์ที่แท้จริงอาจไม่ใช่คำถามว่าจีนดีหรือจีนแย่ แต่เป็นคำถามว่า หากวันนี้นักลงทุนมีเงิน 100 ดอลลาร์ เขาจะเลือกวางเงินไว้ในจีน หรือเลือกตลาดอื่นที่ให้ Risk และ Reward น่าสนใจกว่า นี่คือการแข่งขันเพื่อแย่งเงินลงทุนระหว่างสินทรัพย์และภูมิภาคต่างๆ อีกประเด็นที่ต้องระวังคือ Fund Flow ไม่ใช่คำทำนายราคาหุ้นโดยตรง เงินไหลออกสามารถสะท้อน Sentiment ที่อ่อนแอลงได้จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาหุ้นจะต้องปรับตัวลงต่อเสมอไป ในทางกลับกัน หากเงินถูกถอนออกมาเป็นจำนวนมากจน Positioning ของนักลงทุนในตลาดจีนลดลง และหลังจากนั้นเกิด Catalyst ใหม่ เช่น Earnings ฟื้นตัว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น การเติบโตของ AI จีนออกมาดีกว่าคาด หรือความเสี่ยงด้านนโยบายลดลง เงินที่เคยไหลออกก็สามารถไหลกลับเข้ามาได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับตอนที่มันไหลออก ดังนั้นกราฟ Fund Flow นี้ไม่ควรถูกตีความเป็น Sell Signal โดยตรง สิ่งที่ควรมองคือมันกำลังทำหน้าที่เหมือนแผนที่ที่บอกว่าเงินก้อนใหญ่กำลังอยู่ตรงไหน และกำลังเคลื่อนออกจากสินทรัพย์หรือภูมิภาคใด China ETFs ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ในกลุ่มตัวอย่างมีเงินไหลออกช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมรวมประมาณ 3.4 พันล้านดอลลาร์ กระแสเงินสะสมย้อนหลัง 12 เดือนเปลี่ยนจากระดับใกล้บวก 2.5 พันล้านดอลลาร์ ลงมาอยู่ประมาณติดลบ 1 พันล้านดอลลาร์ กองทุนที่มีเงินไหลออกตั้งแต่ต้นปีในระดับสูง ได้แก่ FXI ประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์ MCHI ประมาณ 868 ล้านดอลลาร์ และ KWEB ประมาณ 833 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกัน ETF ตลาดสหรัฐฯ โดยรวมยังสามารถดูดซับเงินลงทุนจำนวนมหาศาล และกลุ่ม Semiconductor ยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับเงินไหลเข้าเพิ่มเติม แต่ในอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนภายในจีนบางส่วนกลับเพิ่ม Risk Appetite ในตลาดหุ้น โดยเห็นได้จากการถอนเงินออกจาก Gold ETF จีนอย่างหนักในเดือนมิถุนายน ดังนั้นภาพที่น่าสนใจที่สุดในเวลานี้อาจไม่ใช่การที่ทุกคนกำลังทิ้งจีน แต่เป็นการที่นักลงทุนต่างชาติบางส่วนกำลังลด China Exposure ขณะที่เงินทุนภายในจีนบางส่วนกำลังหมุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง และหากวันหนึ่งเงินต่างชาติกลับเข้าจีนอีกครั้ง คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าเงินจะกลับเข้าตลาดจีนหรือไม่ แต่คือเงินเหล่านั้นจะกลับเข้าซื้อจีนทั้งตลาด หรือจะเลือกเฉพาะกลุ่ม AI, Semiconductor และบริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการแข่งขันกับสหรัฐฯ ได้เท่านั้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Partner Brokers