จีนเร่งสะสมทองคำอีกครั้ง — และรอบนี้อาจมีความหมายมากกว่าแค่ “ซื้อทองเพราะราคาจะขึ้น”
Roronoa zoro 09 September 2026

BREAKING: จีนเร่งสะสมทองคำอีกครั้ง — และรอบนี้อาจมีความหมายมากกว่าแค่ “ซื้อทองเพราะราคาจะขึ้น” ธนาคารกลางจีน (PBoC) รายงานการซื้อทองคำเพิ่มอีก 20 ตันในเดือนสิงหาคม ต่อเนื่องจาก 20 ตันในเดือนกรกฎาคม และ 15 ตันในเดือนมิถุนายน ทำให้จีนซื้อทองต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22 ติดต่อกัน ตามตัวเลขที่ผู้ใช้ให้มา ขณะที่ข้อมูล World Gold Council ยืนยันว่าถึงเดือนกรกฎาคม PBoC ซื้อมาแล้ว 21 เดือนติด และการซื้อเริ่มเร่งขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม หากรวมตั้งแต่ต้นปี 2026 จีนเพิ่มทองคำสำรองอย่างเป็นทางการแล้วประมาณ 80 ตัน ส่งผลให้ทองคำสำรองทั้งหมดขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ราว 2,387 ตัน หรือประมาณ 76.73 ล้านทรอยออนซ์ เทียบกับทั้งปี 2025 ที่จีนเพิ่มทองคำเพียงประมาณ 29 ตัน สิ่งที่น่าสนใจกว่าปริมาณคือคำถามว่า “ทำไมจีนถึงเร่งซื้อทองในช่วงนี้?” 1. จีนกำลังกระจายความเสี่ยงของเงินสำรอง จีนมีทุนสำรองเงินตราต่างประเทศมหาศาล โดยล่าสุดเดือนสิงหาคมอยู่ที่ประมาณ $3.44 trillion ดังนั้นโจทย์ของ PBoC ไม่ใช่แค่สร้างผลตอบแทน แต่คือการบริหารความเสี่ยงของ Reserve Portfolio ระดับประเทศ ทองคำมีคุณสมบัติที่ต่างจากพันธบัตรหรือเงินฝากต่างประเทศตรงที่ ไม่ใช่หนี้ของประเทศอื่น ไม่มี Counterparty Risk แบบเดียวกับตราสารหนี้ และสามารถทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สำรองได้ในช่วงที่ระบบการเงินหรือภูมิรัฐศาสตร์มีความไม่แน่นอน World Gold Council เองมองว่าการซื้อของจีนสะท้อนบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของทองในการ Reserve Diversification ท่ามกลางโลกที่มีความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น

พูดง่าย ๆ คือ จีนไม่ได้จำเป็นต้อง “ทิ้งดอลลาร์” เพื่อซื้อทอง แต่กำลังลดการพึ่งพาสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ในเชิงสัดส่วน นี่คือความแตกต่างระหว่าง De-dollarization กับ Diversification 2. ทองช่วยลด Geopolitical / Sanction Risk หลังเหตุการณ์รัสเซีย-ยูเครน ประเด็นเรื่องการแช่แข็งสินทรัพย์สำรองของประเทศกลายเป็นความเสี่ยงที่ธนาคารกลางทั่วโลกต้องนำมาคิดมากขึ้น ทองคำที่ถือครองโดยตรงมีข้อได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ เพราะไม่ได้เป็น Liability ของรัฐบาลต่างประเทศเหมือนพันธบัตร และสามารถกระจายสถานที่จัดเก็บได้ นี่ไม่ได้หมายความว่า PBoC ประกาศว่ากำลังซื้อทอง “เพราะกลัวถูกคว่ำบาตร” แต่ในระดับธนาคารกลางทั่วโลก Geopolitical Risk, Crisis Performance และ Reserve Diversification เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทองได้รับความสนใจมากขึ้น 3. จีนยังถือทองเป็นสัดส่วนไม่สูงมากเมื่อเทียบกับ Reserve ทั้งหมด นี่เป็นอีกจุดที่สำคัญ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม World Gold Council ประเมินว่าทองคำของ PBoC คิดเป็นเพียงประมาณ 8% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น แม้ตัวเลขทองคำกว่า 2,300 ตันจะดูมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับขนาด Reserve ทั้งระบบ จีนยังมีพื้นที่ในการเพิ่ม Gold Allocation ได้อีก หากต้องการกระจาย Portfolio ออกจากสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศ นั่นทำให้การซื้อทองของจีนอาจไม่ใช่ Trade ระยะสั้น แต่เป็น Strategic Reallocation ที่สามารถดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี 4. จีนไม่ได้ซื้ออยู่ประเทศเดียว — นี่เป็น Global Central Bank Trend สิ่งที่เกิดขึ้นกับจีนเป็นส่วนหนึ่งของภาพที่ใหญ่กว่า World Gold Council พบว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองเฉลี่ยประมาณ 1,000 ตันต่อปี เทียบกับค่าเฉลี่ยประมาณ 500 ตันต่อปีในทศวรรษก่อนหน้า และจากผลสำรวจปี 2026 มี 74% ของผู้ตอบแบบสำรวจคาดว่าสัดส่วนเงินดอลลาร์ในทุนสำรองโลกจะลดลงในอีก 5 ปี ขณะที่คาดว่าสัดส่วนทองจะเพิ่มขึ้น

ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ “China is buying Gold.” แต่มันคือแนวโน้มที่ธนาคารกลางหลายประเทศกำลังถามว่า “เราควรถือ Reserve ทั้งหมดไว้ในสินทรัพย์ที่ผูกกับระบบการเงินของประเทศอื่นมากแค่ไหน?” และทองคำกำลังกลายเป็นหนึ่งในคำตอบ แล้วเรื่องนี้สำคัญกับราคาทองอย่างไร? การซื้อของ Central Bank แตกต่างจาก Speculative Flow เพราะโดยธรรมชาติแล้ว Reserve Manager ไม่ได้ซื้อเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นเหมือน Hedge Fund หรือ Retail ถ้าธนาคารกลางต้องการเพิ่ม Gold Allocation ในเชิงโครงสร้าง Demand ส่วนนี้จึงสามารถเป็น Structural Demand ที่คอยรองรับตลาดในระยะยาว และจีนก็ไม่ได้หยุดซื้อเพียงเพราะทองแพงขึ้น โดยในช่วงครึ่งแรกของปี PBoC ยังคงซื้อท่ามกลางความผันผวนของราคาทอง ซึ่ง World Gold Council มองว่าเป็นอีกสัญญาณว่าทองมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ต่อ Reserve ของจีนมากกว่าการเป็นเพียง Price Trade ภาพใหญ่จึงอาจสรุปได้ว่า: China Trade Surplus / FX Reserves → กระจาย Reserve → เพิ่ม Gold → ลด Concentration Risk ต่อ Dollar Assets → เพิ่ม Strategic Financial Security เพราะฉะนั้น การที่จีนซื้อทองต่อเนื่อง 22 เดือน สำคัญกว่าตัวเลข 20 ตันในเดือนเดียวมาก มันกำลังบอกว่า PBoC อาจไม่ได้มองทองว่าเป็นสินทรัพย์สำหรับ “ทำกำไร” แต่กำลังมองทองเป็น Strategic Reserve Asset และถ้าแนวคิดนี้ยังดำเนินต่อไป คำถามสำคัญสำหรับตลาดทองอาจไม่ใช่ “ทองแพงขนาดนี้ จีนจะหยุดซื้อเมื่อไหร่?” แต่เป็น “จีนต้องการให้ทองคิดเป็นกี่ % ของทุนสำรองทั้งหมดในระยะยาว?” เพราะคำตอบของคำถามหลังต่างหาก ที่อาจเป็นตัวกำหนดว่า Structural Demand จาก PBoC ยังเหลืออีกมากแค่ไหน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Monkey D. Lufffy | -1 days, 17 hours, 14 minutes
Partner Brokers