เมื่อหุ้นกับพันธบัตรไม่ช่วยกันป้องกันพอร์ตอีกต่อไป โลกการลงทุนกำลังเข้าสู่ยุคที่ Diversification แบบเดิมอาจไม่เพียงพอ
Roronoa zoro 07 September 2026

เมื่อหุ้นกับพันธบัตรไม่ช่วยกันป้องกันพอร์ตอีกต่อไป โลกการลงทุนกำลังเข้าสู่ยุคที่ Diversification แบบเดิมอาจไม่เพียงพอ ตลอดเวลากว่าสองทศวรรษ นักลงทุนจำนวนมากคุ้นเคยกับแนวคิดง่าย ๆ ว่า หากต้องการลดความเสี่ยงก็เพียงกระจายเงินระหว่างหุ้นกับพันธบัตร กลยุทธ์ 60/40 จึงกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพอร์ตที่ได้รับความนิยมมากที่สุด หุ้น 60 เปอร์เซ็นต์ทำหน้าที่สร้าง Growth ส่วนพันธบัตรอีก 40 เปอร์เซ็นต์ทำหน้าที่ลดความผันผวนและช่วยพยุงพอร์ตในวันที่ตลาดหุ้นเกิดปัญหา แนวคิดนี้ทำงานได้ดี เพราะในอดีตหุ้นกับพันธบัตรมักตอบสนองต่อ Risk-Off คนละทิศทาง เมื่อความกลัวเพิ่มขึ้น นักลงทุนขายหุ้นและย้ายเงินเข้าสู่ Government Bonds ราคาหุ้นจึงลดลงพร้อมกับที่ราคาพันธบัตรปรับตัวขึ้น หรืออีกมุมหนึ่งคือ Bond Yield ลดลง ช่วงปี 2000 ถึง 2019 เราเห็นกลไกนี้ค่อนข้างชัด เมื่อ VIX พุ่งขึ้นและตลาดหุ้นเผชิญแรงขาย พันธบัตรมักทำหน้าที่เป็น Portfolio Hedge และช่วยลด Drawdown ของพอร์ต แต่หลังปี 2020 เป็นต้นมา ความสัมพันธ์นี้เริ่มเปลี่ยนไป จากสินทรัพย์ที่เคยเคลื่อนไหวสวนทางกัน กลับเริ่มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันมากขึ้น ต้นเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนประเภทของ Shock ที่ตลาดกำลังเผชิญ ในโลกเดิม ความเสี่ยงสำคัญมักมาจาก Demand Shock หรือความกังวลว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว เมื่อเกิดสถานการณ์แบบนั้น หุ้นถูกขาย ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อและดอกเบี้ยจะลดลง Bond Yield จึงปรับตัวลงและราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น แต่หลังการระบาดใหญ่ ตลาดต้องเผชิญ Supply Shock และ Inflation Shock มากขึ้น เมื่อเงินเฟ้อเป็นต้นเหตุของปัญหา กลไกจะเปลี่ยนทันที หุ้นสามารถถูกขายเพราะ Discount Rate สูงขึ้น ขณะเดียวกันพันธบัตรก็ถูกขายเพราะนักลงทุนต้องการ Yield ที่สูงขึ้นเพื่อชดเชย Inflation Risk แทนที่จะมีสินทรัพย์หนึ่งช่วยอีกสินทรัพย์หนึ่ง จึงเกิดสถานการณ์ที่หุ้นและพันธบัตรสามารถลงพร้อมกัน นี่คือการเปลี่ยนจาก Divergence ไปสู่ Convergence และไม่ได้เกิดเฉพาะตลาดใดตลาดหนึ่ง แต่สามารถเห็นแรงกดดันลักษณะเดียวกันในตลาดพันธบัตรของประเทศเศรษฐกิจหลัก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ เยอรมนี ญี่ปุ่น หรือสหราชอาณาจักร พันธบัตรที่เคยทำหน้าที่ลดความผันผวนของ Equity Portfolio จึงเริ่มมีประสิทธิภาพในฐานะ Hedge ลดลง และตรงนี้คือปัญหาที่ใหญ่กว่าการที่พอร์ต 60/40 ให้ผลตอบแทนไม่ดี เพราะหากหุ้นและพันธบัตรลงพร้อมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Compounding Losses ความเสียหายไม่ได้ถูกชดเชยระหว่างสินทรัพย์ แต่กลับถูกสะสมจากทั้งสองฝั่งพร้อมกัน ผลกระทบต่อ Risk Parity และ Hedge Funds อาจรุนแรงกว่านักลงทุนทั่วไป กลยุทธ์จำนวนมากไม่ได้เพียงกระจายสินทรัพย์ แต่ยังใช้ Leverage โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานจาก Historical Correlation ว่าสินทรัพย์แต่ละประเภทจะช่วยหักล้างความเสี่ยงซึ่งกันและกัน เมื่อ Correlation เปลี่ยน โมเดลความเสี่ยงที่เคยทำงานได้ก็สามารถผิดพลาดได้ทันที หุ้นลง พันธบัตรลง Volatility เพิ่ม Portfolio Risk สูงกว่าที่โมเดลกำหนด กองทุนจึงต้องลด Leverage และการลด Leverage หมายถึงการขายสินทรัพย์เพิ่มเติม ตรงนี้สามารถพัฒนาเป็น Feedback Loop ได้ เมื่อราคาลดลง Volatility เพิ่มขึ้น เมื่อ Volatility เพิ่ม Funding Constraint ก็เข้มงวดขึ้น นักลงทุนบางกลุ่มถูกบังคับให้ลด Position และเมื่อ Position ถูกขายออกพร้อมกัน ราคาก็ยิ่งลดลงอีก Forced Deleveraging จึงสามารถเปลี่ยน Correction ปกติให้กลายเป็นการเทขายที่รุนแรงกว่าที่ Fundamentals เพียงอย่างเดียวควรจะสร้างขึ้น แม้แต่นักลงทุนที่มีโครงสร้าง Portfolio ค่อนข้าง Conservative อย่าง Pension Funds และบริษัทประกัน ก็ไม่ได้หลีกเลี่ยงปัญหานี้ทั้งหมด เพราะหาก Bond ไม่สามารถชดเชย Equity Drawdown ได้เหมือนเดิม ความผันผวนของ Portfolio โดยรวมก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อ Government Bonds ไม่สามารถทำหน้าที่เป็น Safe Haven ได้ดีเหมือนเดิม คำถามต่อมาคือ เงินจะไปอยู่ที่ไหน นี่เป็นหนึ่งในเหตุผลที่แนวคิด Non-sovereign Stores of Value เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น แทนที่จะกระจายความเสี่ยงเพียงระหว่างหุ้นกับพันธบัตร นักลงทุนเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่ไม่ได้ผูกกับ Balance Sheet ของรัฐบาลหรือทิศทาง Fiscal Policy โดยตรง Gold เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ราคาทองคำเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่านับตั้งแต่ต้นปี 2024 และได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะ Alternative Store of Value Silver ก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะสินทรัพย์ที่สามารถใช้กระจายความเสี่ยงในสภาพแวดล้อมเงินเฟ้อ ขณะที่ Platinum และ Palladium ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 สะท้อนการเคลื่อนย้ายเงินทุนบางส่วนเข้าสู่สินทรัพย์ทางเลือก อีกสินทรัพย์ที่ยังคงได้รับบทบาทในช่วงตลาดผันผวนคือ Swiss Franc ซึ่งเป็นหนึ่งในสกุลเงินไม่กี่แห่งที่นักลงทุนยังใช้เป็นแหล่งพักเงินในช่วง Risk-Off อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของ Stock-Bond Correlation ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาของนักลงทุน แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ของรัฐบาลและธนาคารกลางด้วย หนึ่งในปัจจัยที่กำลังกดดันตลาดพันธบัตรคือ Fiscal Deficit ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าหลายแห่งขาดดุลการคลังมากขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรจำนวนมากเพื่อ Finance การใช้จ่าย ในเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางหลายแห่งกำลังทำ Balance-sheet Runoff หรือลดขนาดงบดุล ผลคือผู้ซื้อรายใหญ่ที่เคยช่วยดูดซับ Government Bond Supply กำลังลดบทบาทลง ขณะที่ Supply ของพันธบัตรกลับเพิ่มขึ้น ภาระในการรับ Supply จึงถูกส่งต่อมายังภาคเอกชนมากขึ้น และเมื่อนักลงทุนต้องถือ Duration จำนวนมากขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งเรื่อง Inflation Fiscal Deficit และ Debt Sustainability ตลาดย่อมเรียกร้องผลตอบแทนเพิ่มเติม นี่คือ Term Premium ยิ่งตลาดมองว่าการถือพันธบัตรระยะยาวมีความเสี่ยงมากขึ้น Yield ที่นักลงทุนต้องการก็ยิ่งสูงขึ้น ดังนั้นการจะทำให้พันธบัตรกลับมามีคุณสมบัติเป็น Portfolio Hedge ที่มีประสิทธิภาพอีกครั้ง อาจไม่สามารถพึ่ง Monetary Policy เพียงด้านเดียว รัฐบาลจำเป็นต้องสร้าง Fiscal Credibility กลับมา หากตลาดไม่เชื่อว่าหนี้และการขาดดุลอยู่ภายใต้กรอบที่สามารถควบคุมได้ นักลงทุนก็มีเหตุผลที่จะเรียกร้อง Term Premium ที่สูงขึ้นสำหรับการถือพันธบัตรระยะยาว ขณะเดียวกันธนาคารกลางต้องรักษา Price Stability และทำให้ตลาดเชื่อว่า Inflation จะสามารถกลับเข้าสู่เป้าหมายได้อย่างยั่งยืน เพราะตราบใดที่ Inflation Shock ยังสามารถกดดันทั้งหุ้นและพันธบัตรพร้อมกัน Negative Correlation ที่เคยเป็นหัวใจของ Portfolio Diversification ก็อาจไม่กลับมาอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่นักลงทุนต้อง Rethink จึงไม่ใช่ว่าควรเลิกถือหุ้นหรือเลิกถือพันธบัตร แต่ต้องเลิกตั้งสมมติฐานว่า Correlation ในอนาคตจะเหมือนกับ Correlation ในอดีต Portfolio ที่ดู Diversified จากชื่อสินทรัพย์ อาจไม่ได้ Diversified จริงเมื่อทุก Position มี Exposure ต่อ Macro Risk Factor ตัวเดียวกัน หากหุ้น พันธบัตร และสินทรัพย์ประเภทอื่นต่างได้รับผลกระทบจาก Inflation Higher Yield หรือ Liquidity Tightening พร้อมกัน การถือสินทรัพย์หลายประเภทไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงถูกกระจายออกไปแล้ว Stress Testing จึงมีความสำคัญมากขึ้น แทนที่จะทดสอบ Portfolio ด้วยสมมติฐานเดิมว่าหุ้นลงแล้วพันธบัตรต้องขึ้น นักลงทุนอาจต้องทดสอบสถานการณ์ที่ Equity และ Bond ถูกขายพร้อมกัน Yield พุ่ง Liquidity ลดลง Volatility เพิ่ม และสินทรัพย์ที่เคยเป็น Hedge ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ Alternative Assets ไม่ว่าจะเป็น Commodities หรือ Private Assets อาจช่วยเพิ่มมิติของ Diversification ได้บางส่วน แต่ไม่มีสินทรัพย์ใดรับประกันว่าจะเป็น Hedge ได้ในทุกสภาวะตลาด โจทย์ของการบริหารพอร์ตในยุคนี้จึงเปลี่ยนจากการถามว่าเราถือสินทรัพย์กี่ประเภท ไปเป็นการถามว่าสินทรัพย์ทั้งหมดที่เราถือกำลังพึ่งพา Risk Factor เดียวกันอยู่หรือไม่ เพราะความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การที่สินทรัพย์ตัวหนึ่งปรับตัวลง แต่คือวันที่สินทรัพย์ซึ่งเราเคยเชื่อว่าจะช่วยกันป้องกันพอร์ต กลับถูกขายพร้อมกันทั้งระบบ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Partner Brokers