
Roronoa zoro
03 September 2026
น้ำมัน WTI กำลังเดินเข้าสู่จุดตัดสินสำคัญ แม้มี 2 Scenario แต่ Higher Timeframe ยังมองไปในทิศทางเดียวกัน WTI ขยับขึ้นมาเคลื่อนไหวบริเวณ 90.84 ดอลลาร์ หลังราคาน้ำมันเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ส่งผลให้ตลอดทั้งเดือนราคาปรับขึ้นเกือบ 13 เปอร์เซ็นต์ และหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ราคาสูงขึ้นประมาณ 38 เปอร์เซ็นต์ รอบนี้ผมมองว่าการขึ้นของน้ำมันไม่ใช่แค่ Technical Move จากกราฟ แต่มี Supply Risk จากช่องแคบฮอร์มุซเข้ามารองรับการเคลื่อนไหวของราคาโดยตรง หลังสถานการณ์ระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานสงบลงประมาณหนึ่งเดือน ความตึงเครียดกลับมาปะทุอีกครั้งในวันอาทิตย์ เมื่อกองกำลังสหรัฐฯ โจมตี Rocket Launchers ของอิหร่าน 2 แห่งบนเกาะ Larak ซึ่งอยู่ใกล้ Bandar Abbas และตั้งอยู่บริเวณปากทางของช่องแคบฮอร์มุซ การโจมตีเกิดขึ้นหลังมีข้อมูลว่า IRGC กำลังเตรียมยิงจรวดที่บรรทุกทุ่นระเบิดทางทะเลเข้าไปในเส้นทางเดินเรือ อิหร่านตอบโต้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ด้วยการยิงขีปนาวุธ 8 ลูกไปยังฐาน King Hussein และ Al Azraq ในจอร์แดน จากนั้นสถานการณ์ก็ยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว Trump เผยแพร่ภาพและระบุว่าเกาะ Kharg กำลังถูกทำลาย ขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติของอิหร่านออกมาปฏิเสธ พร้อมยืนยันว่าการดำเนินงานในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไป จุดนี้สำคัญกับตลาดน้ำมันมาก เพราะ Kharg รองรับการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ของ Cargo จากพื้นที่ดังกล่าวมีปลายทางอยู่ที่จีน ขณะเดียวกันมีรายงานจากฝั่งอิหร่านว่า Supertanker ลำหนึ่งได้รับความเสียหายจากทุ่นระเบิดทางทะเลขณะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และมีรายงานจากอุตสาหกรรมเดินเรือว่าเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่อย่างน้อยหนึ่งลำตัดสินใจหันกลับระหว่างกำลังเดินทางผ่านช่องแคบ นี่ทำให้ตลาดไม่ได้ Price เพียงความเสี่ยงจากสงคราม แต่กำลัง Price ความเป็นไปได้ของ Physical Supply Disruption มากขึ้น เพราะตอนนี้เรามีทั้ง Chokepoint ที่อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง มีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิด มีเรือบางส่วนเริ่มหลีกเลี่ยงเส้นทาง และยังมีการพูดถึง Kharg ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการส่งออกน้ำมันอิหร่านในฐานะเป้าหมายทางทหาร เมื่อกลับมาดูกราฟ WTI สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้เราจะสามารถนับโครงสร้างออกมาได้ 2 Scenario แต่ปลายทางของ Higher Timeframe ยังไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
Scenario แรก มองว่าการขึ้นจาก Low เดือนกรกฎาคมคือ Wave (1) และตลาดยังไม่ได้เข้าสู่ Wave (3) หากนับแบบนี้ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจะเป็น Flat Correction ภายใน Wave (2) ราคายังสามารถขึ้นต่อไปทดสอบโซน 93.84 ถึง 99.90 ดอลลาร์ในฐานะ Wave B ก่อนจะเกิด Wave C กดราคากลับลงมาอีกครั้ง โดยเป้าหมายของ Correction มีโอกาสลงไปบริเวณกลาง 70 ดอลลาร์ หากเกิดตามโครงสร้างนี้ การลงดังกล่าวจะยังไม่ใช่การจบแนวโน้มขาขึ้น แต่เป็นการทำ Wave (2) ให้สมบูรณ์ ก่อนเข้าสู่ Wave (3) ขาขึ้นรอบใหญ่ในลำดับถัดไป
Scenario ที่สองคือเราอาจไม่ต้องรอ Correction ลึกขนาดนั้นแล้ว เพราะมีความเป็นไปได้ว่า Wave (3) ได้เริ่มต้นขึ้นเรียบร้อย ถ้าเป็นกรณีนี้ โซน 93.84 ถึง 99.90 ดอลลาร์จะไม่ได้กลายเป็นจุดจบของ Wave B แต่จะกลายเป็น Resistance ที่ราคาต้อง Breakout ผ่านขึ้นไป หาก WTI สามารถทะลุและยืนเหนือพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างชัดเจน โครงสร้างจะเริ่มให้น้ำหนักกับ Direct Wave (3) มากขึ้น และเป้าหมายถัดไปจะกลับไปหา Previous High บริเวณ 119 ดอลลาร์ ก่อนที่จะพิจารณาระดับที่สูงกว่านั้น เพราะฉะนั้น 93.84 ถึง 99.90 ดอลลาร์คือ Decision Zone สำคัญของรอบนี้ ถ้าราคาขึ้นไปแล้วเกิด Sharp Rejection โดยเฉพาะถ้า Volume เริ่มลดลงพร้อมกัน ผมจะให้น้ำหนักกับ Scenario ที่ตลาดยังอยู่ใน Corrective Structure และต้องระวัง Wave C กลับลงไปหาโซนกลาง 70 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคาสามารถ Breakout และยืนเหนือ 99.90 ดอลลาร์ได้ โอกาสที่ Wave (3) กำลังเดินหน้าโดยตรงจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นความแตกต่างของ 2 Scenario ไม่ได้อยู่ที่ภาพระยะยาว แต่อยู่ที่เส้นทางก่อนจะไปถึงตรงนั้น Scenario หนึ่งขึ้นก่อนแล้วลงแรงเพื่อจบ Wave (2) อีก Scenario คือขึ้นต่อโดยไม่ให้ Correction ลึก และเดินหน้าเข้าสู่ Wave (3) ทันที
สิ่งที่ทำให้น้ำมันรอบนี้สำคัญกว่าการเทรด WTI เพียงอย่างเดียว คือระดับราคาน้ำมันกำลังเชื่อมต่อโดยตรงกับ Macro Theme ของตลาด Oil ที่สูงขึ้นสามารถส่งผ่านเข้าสู่ Headline Inflation Inflation ที่สูงขึ้นสามารถผลัก Bond Yield ขึ้น Yield ที่สูงขึ้นจะกลับไปจำกัดพื้นที่ของ Central Banks ในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และทั้งหมดกำลังเกิดขึ้นในเดือนที่ Fed ต้องตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย ตลาดก่อนหน้านี้เริ่มมีความหวังเรื่องการผ่อนคลายนโยบายการเงิน แต่ Hawkish Tone จาก Kevin Warsh ที่ Jackson Hole ทำให้ Scenario ดังกล่าวถูกกดดันไปแล้วรอบหนึ่ง หากเพิ่ม Oil Shock เข้าไปอีก และตลาดเริ่ม Price-in ความเป็นไปได้ที่การขนส่งผ่าน Hormuz จะถูกจำกัดหรือหยุดชะงัก ปัญหาของ Fed จะยิ่งซับซ้อนขึ้น เพราะ Fed จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ Inflation Risk กลับมาในเวลาเดียวกับที่ตลาดต้องการเห็นนโยบายการเงินผ่อนคลายลง ตรงนี้จึงไม่ได้กระทบเฉพาะ Energy Sector Higher for Longer สามารถส่งแรงกดดันไปยัง Equity Valuation, Materials, Cryptocurrencies และสินทรัพย์ที่มีความอ่อนไหวต่อ Liquidity ได้พร้อมกัน โดยเฉพาะ Portfolio ที่ถือ Risk Assets จำนวนมาก การติดตามเฉพาะปัจจัยภายในสินทรัพย์ของตัวเองอาจไม่เพียงพอ เพราะน้ำมันกำลังกลายเป็นตัวแปรที่สามารถส่ง Shock ข้ามตลาดผ่านเส้นทาง Oil ไป Inflation ไป Bond Yield ไป Fed และสุดท้ายกลับมาหา Global Liquidity จากตรงนี้จึงต้องจับตาโซน 93.84 ถึง 99.90 ดอลลาร์ให้ดี
เพราะบริเวณนี้จะเป็นจุดที่ตลาดเริ่มเฉลยว่า WTI จะเลือกขึ้นก่อนแล้วกลับลงไปทำ Wave C เพื่อจบ Wave (2) หรือกำลังอยู่ใน Wave (3) และพร้อม Breakout เดินหน้าต่อทันที




