
Roronoa zoro
26 August 2026
ผู้บริโภคสหรัฐฯ กำลังใช้หนี้ประคองการใช้จ่าย และข้อมูลล่าสุดเริ่มสะท้อนชัดขึ้นว่า Consumption ที่ยังแข็งแรงอาจไม่ได้มาจากรายได้เพียงอย่างเดียว ตลอด 24 เดือนติดต่อกัน การเติบโตของ Real Disposable Income หรือรายได้ที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้หลังปรับเงินเฟ้อ ขยายตัวช้ากว่า Real Consumer Spending พูดง่ายๆ คือ ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา คนอเมริกันเพิ่มการใช้จ่ายเร็วกว่าการเติบโตของรายได้จริงอย่างต่อเนื่อง ระยะเวลา 24 เดือนนี้ถือว่ายาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีข้อมูลย้อนหลังไปอย่างน้อยถึงช่วงทศวรรษ 1960 และยังแซงสถิติเดิมประมาณ 23 เดือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ปัญหาคือ เมื่อรายได้จริงโตไม่ทันการใช้จ่าย เงินส่วนต่างจำเป็นต้องมาจากที่อื่น สิ่งที่เกิดขึ้นคือครัวเรือนสหรัฐฯ เริ่มดึงเงินออมออกมาใช้มากขึ้น พร้อมกับเพิ่มการพึ่งพาหนี้เพื่อรักษาระดับ Consumption ภาพนี้เห็นได้ชัดจาก US Personal Savings Rate ซึ่งลดลงถึง 1.7 จุดเปอร์เซ็นต์นับตั้งแต่เดือนมกราคม เหลือเพียง 2.7% และกลายเป็นระดับต่ำที่สุดเป็นอันดับ 4 นับตั้งแต่วิกฤตการเงินปี 2008 อีกด้านหนึ่ง หนี้บัตรเครดิตกำลังเพิ่มขึ้น เฉพาะไตรมาส 2 ปี 2026 หนี้บัตรเครดิตของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นอีก 21 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดรวมขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 1.26 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 เท่าที่เคยมีการบันทึก เมื่อเอาข้อมูลทั้งหมดมาวางต่อกัน ภาพที่ได้จึงน่าสนใจกว่าการมองเพียงว่า Consumer Spending ของสหรัฐฯ ยังแข็งแรง เพราะคำถามสำคัญคือ การใช้จ่ายที่แข็งแรงนั้นได้รับการสนับสนุนจาก Income Growth จริงมากแค่ไหน และมากแค่ไหนที่กำลังถูกประคองด้วยการลดเงินออมและเพิ่มหนี้ หากรายได้จริงกลับมาเร่งตัวทันการใช้จ่าย ปัญหานี้สามารถคลี่คลายได้ เพราะ Household Balance Sheet จะมีเวลาฟื้นตัว แต่หากเงินเฟ้อยังคงกดกำลังซื้อ ขณะที่ Real Income โตไม่ทัน Consumption ต่อไปเรื่อยๆ ความสามารถของครัวเรือนในการรักษาการใช้จ่ายระดับเดิมจะเริ่มถูกจำกัดจากทั้งเงินออมที่ลดลงและภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น และนี่คือจุดที่ตลาดต้องระวัง เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ พึ่งพาการบริโภคภาคครัวเรือนอย่างมาก หาก Consumer Spending เริ่มชะลอตัวพร้อมกับตลาดแรงงานที่อ่อนลง ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ยอดค้าปลีก แต่สามารถส่งผ่านไปยังรายได้บริษัท การเติบโตทางเศรษฐกิจ และแนวโน้มนโยบายการเงินของ Fed ได้ ในอีกมุมหนึ่ง หากเงินเฟ้อยังคงสูง แต่ผู้บริโภคยังใช้จ่ายต่อด้วยการก่อหนี้ ก็อาจทำให้ Demand ในระบบเศรษฐกิจลดลงช้ากว่าที่ Fed ต้องการ และทำให้กระบวนการกดเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายยากขึ้นเช่นกัน
ดังนั้นข้อมูลชุดนี้จึงสร้างสถานการณ์ที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน Consumer ยังไม่ได้หยุดใช้จ่าย แต่ฐานที่รองรับการใช้จ่ายกำลังเปลี่ยนจาก Income ไปพึ่ง Savings และ Debt มากขึ้น ตัวเลข 24 เดือนของ Real Income ที่โตไม่ทัน Real Spending อัตราการออมที่เหลือเพียง 2.7% และหนี้บัตรเครดิตที่ขึ้นมาแตะ 1.26 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังส่งสัญญาณเดียวกันว่า ความแข็งแกร่งของผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังมีอยู่ แต่ต้นทุนในการรักษาความแข็งแกร่งนั้นกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ




