
Roronoa zoro
24 August 2026
ทรัมป์ปรับพอร์ตครั้งใหญ่กว่า 1,000 รายการในเดือนเดียว ลด Tech เพิ่ม Berkshire Visa Mastercard และหุ้น Defensive ข้อมูลการเปิดเผยรายการซื้อขายหลักทรัพย์ล่าสุดของประธานาธิบดี Donald Trump กลายเป็นอีกชุดข้อมูลที่น่าสนใจ เพราะเฉพาะเดือนมิถุนายนมีรายการซื้อขายมากกว่า 1,000 รายการ หากเทียบกับข้อมูลย้อนหลัง ลักษณะการเคลื่อนไหวครั้งนี้ดูเหมือนการ Rebalance Portfolio ครั้งใหญ่ มากกว่าการซื้อขายหุ้นเพียงไม่กี่ตัวตามปกติ มูลค่ารวมของรายการซื้อขายทั้งหมดอยู่ในช่วงประมาณ 78.1 ถึง 263.1 ล้านดอลลาร์ โดยฝั่งซื้อมีมูลค่าอย่างน้อย 49 ล้านดอลลาร์ ส่วนฝั่งขายอย่างน้อย 28.5 ล้านดอลลาร์ ต้องเข้าใจก่อนว่าตัวเลขเหล่านี้เป็น Disclosure Range ไม่ใช่มูลค่าซื้อขายที่แน่นอน และข้อมูลไม่ได้แสดงว่า หลังทำรายการแล้วแต่ละ Position ยังเหลืออยู่เท่าไร ดังนั้นเราไม่สามารถนำข้อมูลชุดนี้มาคำนวณ Net Exposure หรือ Portfolio Weight ที่แท้จริงของ Trump ได้ แต่สิ่งที่พอมองเห็นได้คือ Direction ของการปรับพอร์ต รายการใหญ่ที่สุดรายการหนึ่งเกิดขึ้นวันที่ 22 มิถุนายน เมื่อมีการขาย Vanguard Dividend Appreciation Index Fund ETF มูลค่าระหว่าง 5 ถึง 25 ล้านดอลลาร์ ในวันเดียวกันยังมีการเข้าซื้อ Fidelity National Information Services และ Home Depot มูลค่ารายการละประมาณ 1 ถึง 5 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มรายการซื้อขนาดใหญ่ของเดือน แต่วันที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ 18 มิถุนายน ก่อนหน้านั้นหนึ่งวัน ตลาดหุ้นเพิ่งเผชิญแรงขายหลังการประชุม Fed ครั้งแรกภายใต้ประธาน Kevin Warsh จากนั้นวันที่ 18 มิถุนายน มีการขาย Meta และ Motorola มูลค่าประมาณ 1 ถึง 5 ล้านดอลลาร์ และในช่วงเวลาใกล้เคียงกันกลับมีการเข้าซื้อ Berkshire Hathaway, Cintas, Visa และ Mastercard หากมองเฉพาะ Direction ของรายการเหล่านี้ ภาพที่ออกมาค่อนข้างชัดว่า มีการลด Exposure บางส่วนจากหุ้น Technology แล้วโยกเงินเข้าสู่บริษัทที่มีลักษณะ Quality และ Value มากขึ้น รวมถึงธุรกิจที่มีกระแสเงินสดค่อนข้างแข็งแรง Berkshire Hathaway เป็นตัวอย่างที่ชัดที่สุด เพราะ Portfolio ของ Berkshire เองมีลักษณะกระจายตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ที่สร้าง Cash Flow Visa และ Mastercard เป็นธุรกิจ Payment Network ที่มี Margin และ Cash Generation สูง Cintas มีลักษณะเป็น Quality Compounder มากกว่าหุ้นที่อาศัย Momentum ส่วน Home Depot แม้จะ Sensitive ต่อภาวะเศรษฐกิจและ Housing Cycle แต่ก็เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มี Established Cash Flow
ดังนั้นหากมองรวมกัน การเคลื่อนไหวนี้มี Character ของการลด Beta บางส่วน มากกว่าการเพิ่ม Risk แบบเต็มตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพอร์ตเปลี่ยนเป็น Defensive ทั้งหมด เพราะอีกด้านหนึ่งยังมีการซื้อขาย Palantir หลายครั้งตลอดเดือนมิถุนายน ทั้งฝั่งซื้อและขาย โดยเฉพาะในช่วงหลังมีความคืบหน้าของสถานการณ์อิหร่านในช่วงกลางเดือน นอกจากนี้ยังมีการซื้อขายหุ้นกลุ่ม Defense อย่าง RTX และ Northrop Grumman รวมถึง Coinbase ซึ่งมี Exposure โดยตรงกับตลาด Crypto ในช่วงที่ Bitcoin กำลังปรับตัวลง จึงไม่ใช่ภาพของการขาย Risk Assets ทั้งหมดแล้วหนีเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย มันดูเหมือน Portfolio Rotation มากกว่า บาง Position ถูกลด บาง Position ถูกเพิ่ม และบางส่วนยังเปิดรับ Theme ที่มี Beta สูง ทั้ง AI, Defense และ Crypto ฝั่ง ETF และ Fixed Income ก็มีการเคลื่อนไหวหลายรายการเช่นกัน มีการซื้อ ETF ที่เกี่ยวข้องกับ US Treasuries, Technology และ Commodities รวมถึง Municipal Bonds บางส่วน ขณะเดียวกันมีการลด Position ใน Short-duration Fixed Income บางประเภท รวมถึงกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ European Equities และ Consumer Luxury บางส่วน เมื่อเอารายการเหล่านี้มาวางรวมกัน สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่ว่า Trump ซื้อหุ้นตัวไหนเพียงตัวเดียว แต่เป็นลักษณะของ Asset Allocation ที่กำลังเปลี่ยน ในเดือนมิถุนายนเราเห็นการลดน้ำหนักหุ้น Technology บางส่วน พร้อมกับเพิ่ม Exposure ไปยัง Berkshire Hathaway, Visa, Mastercard, Home Depot และบริษัทคุณภาพอื่นๆ แต่ในเวลาเดียวกันยังรักษา Exposure ต่อ AI, Defense, Crypto, Commodities และ Fixed Income เอาไว้ พูดง่ายๆ คือไม่ได้หนีตลาด แต่กำลังกระจายความเสี่ยงมากขึ้น Timing ของการปรับพอร์ตก็น่าสนใจ เพราะเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งจาก Monetary Policy, Bond Yield และ Geopolitical Risk อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดสำคัญที่ต้องแยกออกจากเรื่องการลงทุน ทรัพย์สินเหล่านี้ถูกบริหารผ่าน Trust และการเห็น Transaction เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับเหตุการณ์ทางการเมืองหรือนโยบาย ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าประธานาธิบดี Trump เป็นผู้สั่งซื้อขายเอง หรือมีการใช้ข้อมูลภายในเพื่อหาประโยชน์จาก Portfolio ประเด็นเรื่อง Insider Trading หรือ Conflict of Interest จำเป็นต้องมีหลักฐานมากกว่าการดู Timing ของ Transaction เพียงอย่างเดียว สิ่งที่เราพูดได้จาก Disclosure คือมีรายการซื้อขายเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เราไม่สามารถสรุปจาก Disclosure เพียงอย่างเดียวคือ ใครเป็นผู้ตัดสินใจลงทุน ใช้ข้อมูลอะไรในการตัดสินใจ และมีข้อมูลที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ นี่เป็นเส้นแบ่งที่สำคัญมาก
สำหรับนักลงทุน รายการซื้อขายของบุคคลระดับประธานาธิบดีย่อมได้รับความสนใจ เพราะอย่างน้อยมันช่วยให้เราเห็นว่า Capital Allocation ของ Portfolio ขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนไปทางไหน แต่ไม่ควรใช้เป็น Copy Trade ข้อมูลถูกเปิดเผยย้อนหลัง มูลค่าเป็น Range เราไม่รู้ Cost Basis ที่แน่นอน ไม่รู้ Position Size หลังทำรายการ ไม่รู้ Investment Horizon และไม่เห็น Portfolio ทั้งหมดแบบ Real Time ถ้าจะอ่านข้อมูลชุดนี้ สิ่งที่มีประโยชน์กว่าการถามว่า Trump ซื้ออะไร คือถามว่า Portfolio กำลังจัดการ Risk อย่างไร และจากรายการเดือนมิถุนายน สิ่งที่เห็นคือการลด Concentration บางส่วนในหุ้น Technology แล้วเพิ่ม Diversification ไปยัง Quality, Value, Financial Infrastructure, Defense, Fixed Income และสินทรัพย์ประเภทอื่น
ดังนั้นภาพของเดือนมิถุนายนอาจอธิบายแบบง่ายที่สุดได้ว่า ลดหุ้นซิ่งบางส่วน เพิ่มหุ้นคุณภาพ และกระจายพอร์ตให้กว้างขึ้น ไม่ว่า Trump จะมีส่วนรู้เห็นกับการตัดสินใจของ Portfolio มากน้อยเพียงใด สิ่งหนึ่งที่เห็นจาก Transaction คือคนที่บริหารเงินก้อนนี้ไม่ได้กำลังเดิมพันกับ Scenario เดียว และนั่นอาจเป็นส่วนที่นักลงทุนทั่วไปควรสนใจมากกว่าการพยายาม Copy ว่าประธานาธิบดีซื้อหุ้นตัวไหน




