Treasury พยายามกด Long Yield แต่ตลาดกำลังบอกว่า ปัญหาไม่ใช่ Liquidity ปัญหาคือหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์
Roronoa zoro 21 August 2026

ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ กำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่น่าสนใจมากกว่าการที่ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นธรรมดา เพราะครั้งนี้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เริ่มพยายามเข้ามาช่วยลดแรงกดดันบริเวณ Long End ของ Yield Curve แต่ Yield ระยะยาวกลับยังคงอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบเกือบสองทศวรรษ

ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2026 US 10Y Yield เคลื่อนไหวบริเวณประมาณ 4.7% ขณะที่ 30Y Yield อยู่บริเวณ 5.2%-5.3% หลังจากก่อนหน้านี้ขึ้นไปแตะประมาณ 5.34% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 แรงกดดันดังกล่าวทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่มขนาดการ Buyback พันธบัตรระยะยาวอายุประมาณ 10-30 ปี จากเดิมสูงสุด 2 พันล้านดอลลาร์ต่อ Operation เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ต่อ Operation ในช่วงวันที่ 9 กันยายนถึง 4 พฤศจิกายน

Signal ที่ Treasury กำลังส่งออกมาค่อนข้างชัดเจน รัฐบาลไม่ต้องการปล่อยให้ Long-Term Yield ปรับตัวสูงขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด เพราะยิ่ง Yield ระยะยาวสูงเท่าไร ต้นทุนทางการเงินของรัฐบาล ภาคธุรกิจ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และระบบการเงินโดยรวมก็ยิ่งได้รับแรงกดดันมากขึ้น แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ หลัง Treasury ส่งสัญญาณเพิ่ม Buyback ตลาดพันธบัตรตอบสนองในช่วงแรก ก่อนที่ Long Yield จะกลับขึ้นมาใกล้ระดับสูงอีกครั้ง นี่ทำให้เกิดคำถามว่า ปัญหาที่แท้จริงของตลาด Treasury ในเวลานี้คือ Liquidity จริงหรือไม่ เพราะ Buyback สามารถช่วยเพิ่มสภาพคล่องในตลาดรอง ลด Supply บางส่วน และช่วยให้ Dealer สามารถบริหาร Inventory ได้ง่ายขึ้น แต่ Buyback ไม่สามารถทำให้ Fiscal Deficit หายไปได้ Buyback ไม่สามารถทำให้หนี้รัฐบาลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และที่สำคัญที่สุด Buyback ไม่ได้ทำให้ความต้องการออกพันธบัตรใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ หายไป ขณะเดียวกัน หนี้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ เพิ่งทะลุระดับ 40 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก ขณะที่ภาระดอกเบี้ยในปีงบประมาณกำลังเข้าใกล้ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ นี่คือ Structural Problem ที่ตลาดกำลังพยายามตั้งราคา เมื่อ Stock ของหนี้มีขนาดใหญ่ขึ้น รัฐบาลต้องออกพันธบัตรใหม่เพื่อรองรับทั้ง Fiscal Deficit หนี้ที่ครบกำหนด และภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ยิ่ง Yield สูง ภาระดอกเบี้ยก็ยิ่งสูง เมื่อภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น ความต้องการกู้ยืมก็เพิ่มขึ้น และเมื่อ Supply ของ Treasury เพิ่มขึ้น ตลาดก็ต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อดูดซับพันธบัตรเหล่านั้น นี่คือวงจรที่ Treasury Buyback เพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้อาจอธิบายได้ง่ายๆ ว่า Treasury กำลังพยายามแก้ปัญหา Flow และ Liquidity ในตลาดพันธบัตร ขณะที่ตลาดกำลังกังวลกับ Stock ของหนี้และ Fiscal Trajectory ในระยะยาว สองอย่างนี้ไม่ใช่ปัญหาเดียวกัน การเพิ่ม Buyback จาก 2 พันล้านเป็น 4 พันล้านดอลลาร์สามารถช่วยพยุงตลาดได้ในระยะสั้น แต่เมื่อเทียบกับตลาด Treasury ที่มีขนาดหลายสิบล้านล้านดอลลาร์ และภาระการออกหนี้ใหม่ของรัฐบาล ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าเล็กมาก

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม Treasury สามารถเข้ามาช่วยพยุงตลาด แต่ Long Yield ยังสามารถเด้งกลับขึ้นมาได้ ตลาดอาจไม่ได้กำลังเรียกร้อง Liquidity เพียงอย่างเดียว ตลาดกำลังเรียกร้อง Term Premium ที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ Supply ของพันธบัตร และ Fiscal Risk ในระยะยาว และนี่เป็นจุดที่สถานการณ์เริ่มมีความสำคัญต่อสินทรัพย์อื่น หาก Treasury ปล่อยให้ Long Yield สูงขึ้นต่อ Financial Conditions จะตึงตัวมากขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น และตลาดหุ้นรวมถึงเศรษฐกิจจะได้รับแรงกดดัน แต่หาก Treasury พยายามกด Long Yield ด้วย Buyback หรือมาตรการอื่นมากขึ้น

ตลาดอาจเริ่มตั้งคำถามต่อ Fiscal Dominance และมูลค่าที่แท้จริงของเงินดอลลาร์ สถานการณ์หนึ่งกดดันสินทรัพย์เสี่ยง อีกสถานการณ์หนึ่งอาจกลายเป็นแรงสนับสนุนทองคำและสินทรัพย์ที่ใช้ป้องกัน Currency Debasement นี่จึงเป็นโจทย์ที่ยากของรัฐบาลสหรัฐฯ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่แค่ว่า Bond Yield สูงเกินไป ปัญหาคือเหตุผลที่ตลาดต้องการ Yield สูงขึ้นตั้งแต่แรก Treasury สามารถซื้อพันธบัตรคืนเพื่อช่วยพยุง Long End ได้ แต่ไม่สามารถ Buyback ปัญหาหนี้ 40 ล้านล้านดอลลาร์ออกจากระบบได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Partner Brokers